ปธ.สรท. ฝาก 6 เรื่องด่วน ส่งเสียงถึงผู้ว่าธปท. เปิดแนวคิดใช้ประโยชย์กรอบ IPEF
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.) เปิดเผยว่า ข้อเสนอแนะเบื้องต้นสำหรับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ว่า ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ การเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ของท่านถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นใหม่ต่อระบบการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีประเด็นเร่งด่วนที่ควรพิจารณาดังต่อไปนี้
1. สร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายการเงิน โดย ธปท. ควรส่งสัญญาณที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้ตลาดและผู้ประกอบการสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมั่นใจ, ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า แต่เงินเฟ้อยังมีแรงกดดันบางส่วน ควรประเมินจังหวะการปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างสมดุล ไม่เร่งลดจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพ แต่ก็ไม่ตรึงไว้นานเกินความจำเป็น, ท่านมีจุดแข็งจากประสบการณ์ด้านการบริหารธนาคารเพื่อสังคม (เช่น ธนาคารออมสิน) ซึ่งอาจนำมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารกับประชาชนฐานรากและธุรกิจ SMEs เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจต่อนโยบายการเงิน
2. การบริหารความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือนและภาคเอกชน โดยหนี้ครัวเรือนที่แตะระดับกว่า 90% ของ GDP เป็นความเสี่ยงที่ต้องการมาตรการเฉพาะ ทั้งด้านการปรับโครงสร้างหนี้ และการกำกับการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ, ควรส่งเสริมมาตรการช่วยเหลือที่ไม่ก่อให้เกิด “moral hazard” เช่น การพักชำระหนี้แบบมีเงื่อนไข หรือระบบจูงใจที่สนับสนุนให้ลูกหนี้ปรับพฤติกรรมทางการเงิน, การกำกับดูแลสถาบันการเงินให้ไม่ปล่อยสินเชื่อเกินความเสี่ยง พร้อมส่งเสริมการใช้ระบบข้อมูลเครดิตและเทคโนโลยีในการประเมินความสามารถชำระหนี้อย่างแม่นยำ
3. เสถียรภาพค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยควรบริหารค่าเงินบาทด้วยเครื่องมือในกรอบที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนที่อาจส่งผลต่อการส่งออกและเงินทุนระยะสั้น, การศึกษาแนวทางการดูแลค่าเงินของประเทศในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือเวียดนาม เพื่อนำมาเปรียบเทียบและสร้าง Benchmark ในการบริหารเสถียรภาพของเงินบาทอย่างไม่โดดเดี่ยว, หลีกเลี่ยงการแทรกแซงที่อาจกระทบความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ โดยเน้น “ความโปร่งใสและความสามารถในการอธิบาย” นโยบายให้กับตลาดต่างชาติ
4. เตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล โดย ธปท. ควรเร่งดำเนินการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ CBDC (Central Bank Digital Currency) ทั้งในภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป พร้อมระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม, การกำกับ FinTech และระบบชำระเงินดิจิทัล ควรเน้นการสร้าง “สนามแข่งขันที่เป็นธรรม” กับธนาคารดั้งเดิม โดยไม่ปิดกั้นนวัตกรรม, ควรให้ความสำคัญกับการป้องกัน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการ ฟอกเงินผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะทวีความซับซ้อนขึ้นในอนาคต
5. ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา โดยไทยอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ (Countervailing Duties) หรือถูกสอบสวนภายใต้มาตรา 301 หากถูกมองว่าเป็น “ประเทศถ่ายเทสินค้า” จากจีน, ธปท.ควรทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และ TNSC เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการค้าอย่างลึกซึ้ง พร้อมติดตามแนวโน้มมาตรการของสหรัฐอย่างใกล้ชิด
6. ข้อเสนอเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย โดย 1. เร่งเจรจาภายใต้กรอบ IPEF หรือกรอบความตกลงพิเศษ เพื่อให้ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพิ่มเติม แม้ไม่ใช่ FTA โดยตรง ทั้งนี้ IPEF เป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ประกอบด้วย 4 เสาความร่วมมือ ได้แก่ ด้านการค้า, ห่วงโซ่อุปทาน, เศรษฐกิจที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจที่เป็นธรรม
2. ส่งเสริมการยกระดับ มูลค่าเพิ่ม ในอุตสาหกรรมส่งออก เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป ผ่านนวัตกรรมและมาตรฐานแรงงาน/สิ่งแวดล้อม, 3. เสริมสร้างความร่วมมือกับ บริษัทสหรัฐในไทย เพื่อให้เห็นว่าไทยคือพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่คู่แข่ง, 4. ทบทวนสิทธิประโยชน์บางส่วนแก่ผู้ลงทุนต่างชาติที่เป็นพันธมิตรระยะยาว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความร่วมมือที่มั่นคงกับสหรัฐฯ 5.ใช้กลไกเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการติดตาม วิเคราะห์ และเตือนภัยความเสี่ยงทางการค้าอย่างทันท่วงที
ดังนั้น การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. นายวิทัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก เป็นโอกาสสำคัญในการปรับสมดุลนโยบาย ให้เหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเน้นความมั่นคงระยะยาว ควบคู่ไปกับความยืดหยุ่นในระยะสั้น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทยอย่างยั่งยืน

