นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ประธานกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา สคฝ.ทำความเข้าใจกับสถาบันการเงินพาณิชย์ทั้ง 36 สถาบันเพื่อให้ช่วยอธิบายไปยังผู้ฝากเงินถึงลดความคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท ในวันที่ 11 สิงหาคม 2559 โดยเป็นการปรับลดจาก 50 ล้านบาท เชื่อว่าจะไม่เกิดความตื่นตระหนก เพราะประชาชนได้รับรู้เรื่องนี้มาพอสมควร เท่าที่ติดตามการโยกย้ายเงินฝากในช่วงที่ผ่านมายังไม่พบความผิดปกติ และยังไม่พบการโยกเงินฝากไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
นายกฤษฎากล่าวต่อว่า ล่าสุดมีผู้ฝากเงินจำนวน 69 ล้านราย นับในลักษณะ 1 รายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน วงเงินฝากรวม 12 ล้านล้านบาท โดยเป็นกลุ่มที่ฝากเงินต่ำกว่า 1 ล้านบาท ถึง 98.24% ดังนั้นการลดความคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวครอบคลุมคนฝากเงินส่วนใหญ่อยู่แล้ว ส่วนผู้ที่มีเงินมากกว่า 1 ล้านบาทนั้น จะมีผู้บริหารจัดการเงินให้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง และยืนยันว่าขณะนี้สถาบันการเงินของไทยเข้มแข็งมาก ในปี 2558 มีกำไรสุทธิ 1.93 แสนล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) สูงถึง 17.45% จากอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้ 8.5% มีสภาพคล่องถึง 24.67% สูงกว่าอัตรา 6% ที่กฎหมายกำหนดไว้มาก แม้ว่าหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จะสูงกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อยอยู่ที่ 2.56% จากปี 2557 ที่ 2.16% จากรายใหญ่ที่มีปัญหาเมื่อปีที่ผ่านมา แต่มีเงินสำรองสำหรับสินเชื่อถึง 4.43 แสนล้านบาท คิดเป็น 131% ของเอ็นพีแอล ดังนั้นเชื่อว่าสถาบันการเงินของไทยจะไม่เกิดปัญาเหมือนเมื่อช่วงปี 2540 อย่างแน่นอน เพราะระบบที่ดูแลขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร
นายกฤษฎากล่าวต่อว่า สิ่งที่ สคฝ.กำลังดำเนินการในปีนี้คือการคืนเงินฝากในกรณีที่สถาบันการเงินมีปัญหา โดยสามารถคืนให้ประชาชนผู้ฝากเงินได้ทันทีภายใน 30 วัน โดยไม่ต้องแจ้งมายัง สคฝ. จากขบวนการเดิมต้องแจ้ง ต้องรอ ใช้เวลากว่า 120 วัน ซึ่งต้องมีการแก้กฎหมาย ขณะนี้กฎหมายกำลังอยู่ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง

