ผู้เสียหายกองทุน LTF พีคอีกขั้น หลังเข้าร้องเรียนกรรมาธิการสภาฯ กลต.ให้ข้อมูลแล้วกรณีปรับบลจ.แค่ 2.3 ล้าน ไม่เกี่ยวกับความผิดพลาดลงทุนหุ้นSTARK แต่เกี่ยวกับการลงทุนหุ้น 155 ตัว โดยขาดข้อมูลวิเคราะห์คุณภาพครึ่งต่อครึ่ง เผยรอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจเดินหน้าเรียกค่าเยียวยา
นายสิทธา สุวิรัชวิทยกิจ ตัวแทนของนักลงทุนผู้เสียหายกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาว(LTF)หุ้นSTARK เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 10.00-12.00 น. กลุ่มตัวแทนของผู้เสียหายได้เข้าร่วมประชุมต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่ได้เชิญมาให้ข้อมูลตามที่ได้ส่งหนังสือร้องเรียนมาก่อนหน้านี้
โดยคณะกรรมาธิการได้เชิญตัวแทนผู้เสียหาย และผู้แทนของสำนักงานกลต.มาให้ข้อมูล ตามที่มีผู้เสียหายจากการลงทุนกองทุน LTF ของกองทุนแห่งหนึ่งได้ร้องเรียนเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมว่า กลต.เปิดเผยข้อมูลไม่เพียงพอ กรณีที่ได้ลงโทษเปรียบเทียบปรับต่อกองทุนดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 2.3 ล้านบาทว่าเป็นกรณีใด ใช่กรณีการลงทุนในหุ้นSTARK จนส่งผลเสียหายต่อผู้ถือหน่วยลงทุนหรือไม่ เพื่อจะได้นำไปสู่การเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป
นายสิทธา กล่าวว่า ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ได้เปิดเผยในเว็บไซต์กลต. ลงโทษปรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งหนึ่ง ว่ากระทำผิดมาตรา 117 พรบ.หลักทรัพย์ฯ เนื่องจากมีระบบงานการจัดการลงทุนในเรื่องการวิเคราะห์ทบทวนและติดตามคุณภาพหลักทรัพย์ไม่รัดกุมเพียงพอ และผู้บริหารบลจ.อีก 2 คนว่ากระทำผิดมาตรา 283 วรรค1 และมาตรา 117 เนื่องจากไม่สั่งการหรือไม่กระทำการอันเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ คือมีหน้าที่กำกับดูแลให้ บลจ. มีระบบงานการจัดการลงทุนในเรื่องการวิเคราะห์ทบทวน และติดตามคุณภาพหลักทรัพย์ให้รัดกุมเพียงพอ
โดยกลต.ระบุว่ามีการกระทำผิดระหว่างวันที่ 27 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2567 จึงทำให้กลุ่มผู้เสียหายมีความสงสัยว่า จะเป็นกรณีบลจ.แห่งนี้ลงทุนผิดพลาดในกรณีหุ้น STARK จนมีผลเสียหายต่อผู้ถือหน่วยลงทุนหรือไม่ เนื่องจากบลจ.ดังกล่าวเคยออกแถลงการณ์ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2566 ว่า “เมื่อ STARK ประกาศยกเลิกดีลการซื้อกิจการ LEONI กองทุนก็ได้ทยอยขายหุ้น STARK เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน เนื่องจากเริ่มไม่แน่ใจในปัจจัยพืนฐานตามข้อมูลที่ปรากฎ และติดตามข้อมูลของบริษัทอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งหุ้น STARK ถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ระงับการซื้อขายไปตั้งแต่วันที 28 กุมภาพันธ์ 2566 เนื่องจากไม่สามารถนําส่งงบการเงินประจําปี 2565 ได้
บลจ.ได้ติดตามเหตุการณ์ของหุ้น STARK มาโดยตลอด และได้ส่งทีมนักวิเคราะห์เข้าชมโรงงาน Phelps Dodge ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ STARKเพื่อประเมินความสามารถในการดําเนินกิจการของบริษัทด้วยความระมัดระวัง รวมถึงใช้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือต่างๆ ตามที่ปรากฏ เพื่อประมาณมูลค่ายุติธรรมของหุ้น STARK ขึ้นมาใหม่ และขายหุ้นออกบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง โดยประเมินเบื้องต้นว่าบริษัทSTARKยังคงสามารถดําเนินกิจการได้ จึงไม่ได้ขายหุ้นออกไปทั้งหมด” ซึ่งปรากฎในเวลาต่อมาว่าSTARKมีการตกแต่งบัญชีเท็จ และเป็นผลให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมามาก จากราคาปิดสุดท้าย 2.38 บาท ลงมาเขต 0.01 ถึง 0.05 บาท บลจ.ดังกล่าวค่อยมาขายออก ก่อนจะถูกตลาดหลักทรัพย์ห้ามการซื้อขาย ประเมินมูลค่าขาดทุนเสียหายมากกว่า 3,500 ล้านบาท มีผลกระทบต่อNAVลดลงหลายหมื่นล้านบาท ทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมแล้วทำให้ผู้เสียหายได้สอบถามทางวาจาไปยังกลต.ว่า การที่กลต.เปรียบเทียบปรับดังกล่าวเป็นกรณีเกี่ยวกับหุ้นSTARKหรือไม่ หากใช่ กลุ่มผู้เสียหายก็จะได้นำไปเรียกร้องให้บลจ.แห่งนี้ชดใข้ความเสียหายแก่ผู้ลงทุนต่อไป แต่ผ่านไปกว่าเดือนครึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบ จึงต้องร้องเรียนให้คณะกรรมาธิการเชิญกลต.มาให้ข้อมูลดังกล่าว
นายสิทธา กล่าวว่า หลังการประชุมจะรอข้อมูลเพิ่มเติมที่คณะกรรมาธิการขอให้กลต.ชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมว เพื่อประกอบการพิจารณาว่า จะดำเนินมาตรการต่อบลจ.ดังกล่าว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไรต่อไป
ทั้งนี้ในที่ประชุม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการ จึงได้ขอให้กลต.ได้ให้ข้อมูลแก่ที่ประชุม โดยนางณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการ กลต.ได้เป็นผู้แทนชี้แจงว่า การลงโทษเปรียบเทียบปรับต่อบลจ.และผู้บริหารอีก2คนรวมเป็นเงิน2.3ล้านบาทเศษเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับบลจ.ดังกล่าวมีการกระทำผิด กล่าวคือ”มีระบบงานการจัดการลงทุนในเรื่องการวิเคราะห์ทบทวนและติดตามคุณภาพหลักทรัพย์ไม่รัดกุมเพียงพอ” เนื่องจากสำนักงานกลต.ตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลาที่มีการกระทำผิดนั้น บลจ.นี้ได้มีการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 155 บริษัท ซึ่งคณะกรรมการการลงทุนของบลจ.จะต้องมีระบบงานและขั้นตอนการลงทุน โดยต้องมีข้อมูลเอกสารหลักฐานทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพครบถ้วนทุกบริษัทประกอบการลงทุน แต่ปรากฎว่า มีจำนวนมากถึงครึ่งหนึ่ง คือจำนวน 78 บริษัท ที่บลจ.เข้าไปลงทุน โดยไม่ได้มีเอกสารหลักฐานการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ แต่กรณีที่บลจ.นี้เข้าไปลงทุนในหุ้น STARK มีข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ จึงเป็นกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับหุ้นSTARKแต่ประการใด”
ส่วนที่มีนักลงทุนร้องเรียนว่าบลจ.ดังกล่าวลงทุนในหุ้นSTARKโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน โดยใช้ความรู้ความสามารถเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ หรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์นั้น ทางสำนักงานกลต.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่พบว่ามีการกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
ส่วนการเปิดเผยข้อมูลนั้น สำนักงานกลต.ได้เปิดเผยข้อมูลเพียงพอ ตามมาตรฐานแล้ว
ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล จึงแจ้งในที่ประชุม ขอให้สำนักงานกลต.ได้เปิดเผยข้อมูลให้เพียงพอต่อนักลงทุน กรณีนี้เมื่อกลต.เปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการว่า บลจ.ดังกล่าวมีความผิดตามพรบ.หลักทรัพย์ตามมาตรา117 คือมีระบบงาน การจัดการลงทุนในเรื่องการวิเคราะห์ทบทวนและติดตามคุณภาพหลักทรัพย์ไม่รัดกุมเพียงพอ เนื่องจากการเข้าไปลงทุนหุ้น 155 หุ้น พบว่ามีมากถึงครึ่งหนึ่งคือ 78 บริษัทที่ขาดข้อมูลการวิเคราะห์ด้านคุณภาพ ก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไม่ใช่เรื่องSTARKเพียงหุ้นเดียวแล้ว ดังนั้นจึงขอให้กลต.ส่งข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวมาให้คณะกรรมาธิการ และควรจะต้องเปิดเผยข้อมูลต่อนักลงทุนและสาธารณชนด้วยว่า ในจำนวน 78 บริษัทนั้นประกอบไปด้วยบริษัทใดบ้าง ที่ไม่ได้มีข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่บลจ.ยังตัดสินใจลงทุน และแบบนี้มีผลเสียหายต่อผู้ลงทุนอย่างไรบ้าง
ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกล่าวต่อที่ประชุมว่า วันนี้คณะกรรมาธิการเชิญกลต.มาให้ข้อมูลตามที่ผู้เสียหายร้องเรียนว่า การปรับกองทุน2.3ล้านบาทเกี่ยวกับSTARKหรือไม่ ผู้ช่วยเลขาธิการกลต.ก็ตอบว่าไม่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ช่วงเวลาที่มีการกล่าวโทษก็เป็นระยะเวลาเดียวกันกับที่กองทุนแห่งนี้ออกแถลงการณ์เหมือนยอมรับความผิดพลาดว่า วิเคราะห์กิจการSTARKผิด ส่งนักวิเคราะห์ไปเยี่ยมชมกิจการแล้วก็เข้าใจว่าSTARKยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้ จึงไม่ได้ขายหุ้นออกไปทั้งหมด เป็นเหตุให้ต่อมาเมื่อSTARKยอมรับสารภาพตกแต่งบัญชี จึงค่อยมาขายหุ้นตอนหลังที่ตกมาเหลือ1สตางค์ ทำให้ชาดทุนมหาศาล เกิดความเสียหายต่อนักลงทุนอย่างหนัก
“แต่กลต.ก็บอกที่ประชุมนี้ว่า ที่ลงโทษปรับกองทุนแห่งนี้ 2.3 ล้านบาท ก็ไม่เกี่ยวกับSTARK ทั้งที่กองทุนเขาเองก็แถลงเหมือนจะยอมรับผิดพลาดไปแล้ว กลต.ก็ไปบอกว่าผิดเรื่องอื่น คือกองทุนไปลงทุนหุ้น155ตัว แล้วไม่มีการทำข้อมูลวิเคราะห์คุณภาพซะครึ่งหนึ่ง ตั้ง78ตัว ดูแล้วก็มีปัญหาใหญ่อีกเรื่องตามมา สำหรับผู้เสียหายเอง ก็คงต้องพิจารณาว่าเมื่อกลต.ว่ามาแบบนี้ท่านยอมรับหรือไม่ หากไม่ยอมรับก็ขอแนะนำให้ไปพิสูจน์ความจริงในศาล จะดำเนินคดีฟ้องร้องว่าเจ้าหน้าที่ปกปิดข้อมูล ปกป้องผู้กระทำผิด ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็ต้องว่ากันไปให้สิ้นข้อสงสัย” ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกล่าว
ทางด้านดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ในฐานะอนุกรรมาธิการศึกษาแก้ไขการฉ้อโกงSTARKกล่าวว่า เมื่อกลต.ชี้แจงว่าการปรับกองทุนนี้ไม่เกี่ยวกับหุ้นSTARK แต่เกี่ยวกับระบบงานการวิเคราะห์ไม่เป็นไปตามกฏหมายพ.ร.บ.หลักทรัพย์ ก็คงต้องรอให้สำนักงานกลต.เปิดเผยรายละเอียดต่อนักลงทุนต่อไปว่ากรณีนี้ที่ทำผิด ไม่มีข้อมูลเชิงคุณภาพครึ่งต่อครึ่ง หรือหุ้น 78 ตัวจาก 155 ตัว ไม่มีข้อมูลเชิงคุณภาพนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปต่างก็เข้าใจว่า กองทุนเป็นมืออาขีพ มีความพร้อมในด้านข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุนดีกว่านักลงทุนทั่วไป พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็น่าตกใจ จึงสมควรต้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอต่อผู้ถือหน่วยลงทุน และนักลงทุนด้วย

