หน้าแรก เศรษฐกิจ เมื่อความหลาก...

เมื่อความหลากหลายกลายเป็นคุณค่า : ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องมองคนแบบใหม่ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

29.07.25 | 12:14 น.

เมื่อความหลากหลายกลายเป็นคุณค่า : ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องมองคนแบบใหม่ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

วันนี้ผมขอพักเรื่องเทคโนโลยีเอาไว้ก่อน เพราะอยากจะชวนคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่อง “คน” ครับ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้ยินคำถามซ้ำๆ จากเพื่อนๆ ในแวดวงธุรกิจว่า ทำไมเดี๋ยวนี้หางานยากขึ้น ทั้งที่ก็มีประสบการณ์และทักษะ คำตอบที่พวกเขามักได้รับจากฝ่ายบุคคล (HR) คือ “ไม่มีประสบการณ์ตรงในสายงานนี้”

ประโยคนี้ฟังดูสมเหตุสมผลครับ เพราะทุกบริษัทมีวัฒนธรรมและความคาดหวังว่าคนที่เข้ามาจะ “เดินต่อได้เลย” แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกกว่านั้น มันชวนให้ตั้งคำถามว่า ในโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วิธีคิดนี้ยังเหมาะอยู่หรือไม่?

โลกไม่เหมือนเดิม แต่เลนส์ที่ใช้มองคนยังเหมือนเดิม

Advertisement

องค์กรจำนวนมากยังคงใช้หลักการเดิมในการคัดเลือกคน หาคนที่ “เข้ากับองค์กร” ได้เร็วที่สุด แต่ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนแทบจะวันต่อวัน และ AI สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ภายในไม่กี่นาที การมี “ผู้เชี่ยวชาญที่รู้ลึกเฉพาะทาง” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
โลกยุคใหม่ต้องการ “นักเชื่อมโยง” และการเชื่อมโยงนั้นเกิดขึ้นได้ดีที่สุดจากประสบการณ์ที่หลากหลาย มุมมองนี้ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือสตาร์ตอัพ องค์กรที่มีคนที่มองโลกจากหลายมุม ย่อมมีแนวโน้มจะปรับตัวได้ดีและเร็วกว่า

หลักฐานจากเวทีโลกที่ไม่ควรมองข้าม

รายงาน Future of Jobs Report (2023) จาก World Economic Forum ระบุว่าทักษะสำคัญของแรงงานในอนาคต ได้แก่ ความคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking), ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking), ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilience, Flexibility and Agility), การจูงใจตัวเอง (Self-motivation) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้พัฒนาได้จากการอยู่ในระบบเดิม แต่เกิดจากการเปลี่ยนผ่าน บทเรียน และการข้ามเส้นพรมแดนของประสบการณ์

Deloitte Human Capital Trends (2025) ระบุว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การหาคนที่ “เคยทำมาแล้ว” แต่คือการมองให้ออกว่าใคร “สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้เร็วและทำสิ่งที่องค์กรยังไม่เคยทำมาก่อน”

องค์กรที่มองเห็นภาพนี้ก่อนจะได้เปรียบ

Google ได้ประกาศใช้นโยบาย “Skills over degrees” อย่างจริงจังโดยเปิดโอกาสให้ผู้สมัครจากสายอาชีพหลากหลายไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว

IDEO บริษัทออกแบบระดับโลก ซึ่งตั้งใจรับคนจากหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ วิศวกร นักมานุษยวิทยา หรือแม้แต่นักเขียนบทภาพยนตร์ เพราะเชื่อว่ามุมมองที่แตกต่างกันจะนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ และไม่มีใครมองเห็นได้คนเดียว

Unilever เองก็ใช้ระบบที่ให้พนักงานสามารถหมุนเวียนข้ามสายงานได้อย่างเสรี บริษัทจึงไม่ยึดติดกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบเดิม แต่กลับมองว่าการเข้าใจหลายมิติของธุรกิจจะช่วยสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าปรับตัว

แล้วเรากำลังขาดอะไรอยู่?

การเลือกคนที่มีประสบการณ์ตรงในสายธุรกิจเดียวกันมาอย่างยาวนานก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย เพราะจะได้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำ เข้าใจโครงสร้างตลาด รู้จัก ecosystem ที่เกี่ยวข้อง และมีเครือข่ายที่ใช้งานได้ทันที

แต่ในทางกลับกัน หากประสบการณ์นั้นกลายเป็น “กรอบความเคยชิน” ก็อาจเป็นจุดอ่อนที่มองไม่เห็น การยึดติดกับโมเดลเก่าและ KPI แบบเดิมกลับเป็นอุปสรรคสำคัญ

ดังนั้น ความสมดุลระหว่างความรู้ลึกเฉพาะด้านกับความสามารถในการคิดใหม่ เชื่อมโยง และรับฟังมุมมองที่แตกต่าง คือหัวใจของความสำเร็จ ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการผสมผสานอย่างชาญฉลาดครับ

ทุกองค์กรมีกรอบ มีวิธีคิด และมีโครงสร้างดั้งเดิม แต่บ่อยครั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเรื่องยาก องค์กรจึงมักรับคน “ที่คิดเหมือนเดิม” เพื่อให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้ง่าย แต่การที่ทุกคนคิดคล้ายกัน ทำงานแบบเดียวกัน เห็นปัญหาจากมุมเดียวกัน อาจทำให้ทั้งองค์กร “มองไม่เห็นทางออกใหม่เลย”

ความหลากหลายของประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเคยเปลี่ยนสายงาน ย้ายอุตสาหกรรม หรือทำโปรเจ็กต์นอกความเชี่ยวชาญเดิม คือสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเข้าใจโลกได้หลายแง่มุม และรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีกว่า และนั่นแหละ คือสิ่งที่โลกยุคนี้ต้องการ

HR และผู้บริหาร: ถึงเวลาทบทวนว่าเรากำลังมองหาใคร?

การรับคนเข้าทำงานไม่ควรเป็นแค่การดูว่าตรงตาม JD หรือไม่ แต่ควรเป็นการพิจารณาว่า “ใครคือคนที่จะช่วยผลักดันองค์กรให้ก้าวหน้าได้” แน่นอนว่า ทักษะพื้นฐานยังคงสำคัญ ความเข้าใจธุรกิจก็ยังจำเป็น แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ความสามารถในการคิดต่าง เชื่อมโยง และเรียนรู้

องค์กรที่กล้าทดลองกับโครงสร้างแบบใหม่ เช่น job rotation จะมีโอกาสได้เห็นมิติใหม่ของคนที่เคยถูกจัดให้อยู่ในกล่องเดียวตลอดชีวิต พนักงานบางคนอาจเคยทำบัญชี แต่เมื่อมีบทบาทในทีมลูกค้าสัมพันธ์ กลับเข้าใจผู้ใช้ได้ลึกกว่าที่คิด เพราะเคยเห็นปัญหาเบื้องหลังตัวเลขมาก่อน

ผู้บริหารหลายคนอาจรู้สึกว่า “ความหลากหลาย” เป็นเรื่องดีแต่จัดการยาก แต่ความจริงแล้ว ความเหมือนต่างหากที่อันตราย เพราะมันจะค่อยๆ พาองค์กรสู่ภาวะ “การทำเรื่องเดิมๆ” โดยไม่รู้ตัวว่าโลกภายนอกไปไกลกว่าแล้วครับ

คนที่รู้ลึกอย่างเดียว ไม่ผิด แต่คนที่รู้กว้างก็ไม่ควรถูกมองข้าม

ในอดีต เราอาจมองหา Specialist มากกว่าคนที่เปลี่ยนสายบ่อยๆ แต่ในวันนี้ Generalist ที่มีพื้นฐานแข็งแรง สามารถต่อยอดได้หลายทาง กลับกลายเป็นคนที่องค์กรต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะในบทบาทที่ต้องสร้างของใหม่ โดย Forbes (2025) ระบุว่า “ความหลากหลายของทักษะสำคัญกว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทำสิ่งเดิมให้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่คือการกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครทำ โดยเฉพาะในการสร้างนวัตกรรม โมเดลธุรกิจใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์อนาคต ความสามารถในการคิดออกนอกกรอบเดิมจึงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด และสิ่งนั้นไม่ได้เกิดจากประสบการณ์เดิม แต่เกิดจากการผสมผสานของมุมมอง ทักษะ และประสบการณ์ที่หลากหลาย

การเปลี่ยนมุมมองต่อ “คุณค่าของพนักงาน” เป็นการตัดสินใจทรงพลังที่สุด สำหรับผู้บริหารและ HR ที่อยากให้ธุรกิจเติบโตในยุค AI อย่ารอให้คนเก่งกลายเป็นคนหมดไฟเพราะถูกตีค่าไม่ครบมิติครับ

ถึงเวลาแล้วที่เราจะถามตัวเองว่า เรากำลังหาคนที่ “พร้อมจะทำแบบเดิม” หรือกำลังหาคนที่ “พร้อมจะพาเราทำแบบใหม่”