หน้าแรก เศรษฐกิจ พิษภาษีทรัมป์...

พิษภาษีทรัมป์-ศก.ชะลอ ทำธุรกิจตั้งใหม่หดตัว พณ.เผย 6 เดือน ลบ 5.49% กิจการเจ๊งเพิ่ม3.39% โชห่วยร่อแร่

29.07.25 | 17:17 น.

พิษภาษีทรัมป์-ศก.ชะลอ ทำธุรกิจตั้งใหม่หดตัว พณ.เผย 6 เดือน ลบ 5.49% กิจการเจ๊งเพิ่ม3.39% โชห่วยร่อแร่

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2568 ยอดจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ 7,023 ราย ลดลง 328 ราย หรือลด 4.46% เทียบกับเดือนมิถุนายน 2567 แต่เพิ่มขึ้น 5.34% จากเดือนพฤษภาคม 2568 ทุนจดทะเบียน อยู่ที่ 18,113 ล้านบาท ลดลง 9,866 ล้านบาท หรือลด 35.26% เดือนมิถุนายนปีก่อน ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร/ร้านอาหาร 295 ราย โดยเดือนมิถุนายนปีนี้ มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งเกิน 1,000 ล้านบาท 1 ราย คือ บริษัทราชดำริ ฮอลพิทอลลิตี้ แมเนจเมนท์ จำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ทุนจดทะเบียน 2,600 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรก2568 มียอดจดตั้งธุรกิจใหม่ 43,838 ราย ลดลง 2,545 ราย หรือลบ 5.49% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ส่วนทุนจดทะเบียนรวม 149,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,061 ล้านบาท หรือ 2.80% ธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคาร/ร้านอาหาร

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน 2568 จำนวน 1,468 ราย เพิ่ม 52 ราย หรือ 3.67% เทียบเดือนมิถุนายน 2567 และมีทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท เพิ่ม 5,499 ล้านบาท หรือเพิ่ม 112.16% ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร ส่งผลให้เลิกครึ่งปีแรก 2568 มีจำนวน 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 205 ราย หรือเพิ่ม 3.39% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 30,544 ล้านบาท ลด 46,205 ล้านบาท หรือลบ 60.20% โดยธุรกิจเลิกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร/ร้านอาหาร อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรก2568 แม้ตัวเลขการจัดตั้งธุรกิจจะชะลอตัวแต่เงินลงทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ส่วนเลิกธุรกิจตัวเลขขยับขึ้นเล็กน้อยแต่ทุนเลิกลดลง ถือว่าเป็นไปตามวัฏจักรของการจดทะเบียนธุรกิจโดยสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจต่อการจดทะเบียนเลิกมีสัดส่วน 7:1 หรือ จัดตั้ง 7 ราย เลิก 1ราย โดยเท่ากับค่าเฉลี่ยครึ่งปีแรกเทียบช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567)

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เป็นแรงผลักดันจดทะเบียนใหม่ 6 เดือนแรกเติบโตมาจาก 5 ธุรกิจหลักๆ ได้แก่ขายส่งผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ โต64.45% โรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด โต 48.93% กิจกรรมทางกฎหมายโต 46.79% ขายส่งสินค้าทั่วไปโต 46.40% ขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสารโต 21.05% ส่วนธุรกิจโตลดลง คือขายปลีกสินค้าอื่นๆในร้านค้าทั่วไป ลง 31.50% กิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง ลง 29.11% ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ตลง26.05% อสังหาริมทรัพย์ลง 21.50% ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ลง 12.97%

สำหรับการลงทุนของชาวต่างชาติครึ่งปีแรก2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มี 502 ราย เงินลงทุนรวม 111,506 ล้านบาท จำนวนเพิ่มขึ้น 117 ราย หรือ 30% เทียบกับครึ่งปีแรก2567 และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 30,019 ล้านบาท หรือ 37% ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น 99 ราย สหรัฐ 72 ราย จีน 65 ราย สิงคโปร์ 63 ราย ฮ่องกง 51 ราย

Advertisement

ในส่วนการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรก2568 จำนวน 158 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 42 ราย หรือ 36% มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC 62,851 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของเงินลงทุนทั้งหมด จากประเทศญี่ปุ่น 42 ราย ลงทุน 24,752 ล้านบาท จีน 38 ราย ลงทุน 13,909 ล้านบาท สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 8,046 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 63 ราย ลงทุน 16,144 ล้านบาท ธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ค้าปลีกสินค้า บริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรม บริการเขต Data Center บริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และบริการรับจ้างผลิตสินค้า

นางอรมน กล่าวว่า ครึ่งปีแรก 2568 จดตั้งธุรกิจใหม่ลดลง สะท้อนถึงปัจจัยเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ท้าทายและการรอดูทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ แต่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วยเข้ามาลดผลกระทบบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและดึงความเชื่อมั่น เมื่อพิจารณาเชิงลึกจะเห็นได้ว่ามีประเภทธุรกิจกว่า 328 ประเภทมีอัตราจัดตั้งเพิ่มคิดเป็น 35.69% บางกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจให้คำปรึกษา ธุรกิจขนส่งสินค้า ธุรกิจขายส่ง และกลุ่มโรงแรมรีสอร์ท ขยายตัวติดต่อ 3 ปี ส่วนแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คาดจำนวนจดธุรกิจใหม่จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 41,000-42,000 ราย ส่งผลให้ทั้งปี 2568 คาดมียอดจดทะเบียนรวม 85,000 ราย จากปี2567 ยอดรวม 87,956 ราย โดยรับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอี ช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในครึ่งปีหลัง ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด ธุรกิจขนส่งคนโดยสารและสินค้า ธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อาหาร และธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร

“ยังต้องจับตาผลกระทบจากสถานการณ์ มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tax) ของสหรัฐ อาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์และเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การจับคู่ธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการตลาด การจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการรับมือกับโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจในประเทศและระหว่างประเทศต่อไป” นางอรมน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทียบการขยายตัวของการจดตั้งบริษัทใหม่ พบว่า 2 ปีที่ผ่านมา บางเดือนมีอัตราที่ลดลง หลังแห่เปิดสูงหลังจากโควิด เหตุผลการชะลอตัวมาจากสภาพเศรษฐกิจและการรุกของทุนต่างชาติ จึงส่งผลให้เป้าหมายยอดสะสมตั้งธุรกิจใหม่แตะ 1 ล้านรายในปี 2568 ต้องเลื่อนออกไป อีกประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาคือการปิดตัวของธุรกิจค้าปลีกรายย่อย(โชห่วย)และถูกทดแทนด้วยค้าส่งและการค้าผ่านออนไลน์