หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดไส้ในสถาน...

เปิดไส้ในสถานการณ์ส่งออกปี’68 หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐต่อไทย

30.07.25 | 10:17 น.
เปิดไส้ในสถานการณ์ส่งออกปี’68 หลังภาษีตอบโต้

นับถอยหลังก่อนเส้นตายการเจรจาอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐ ที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เลื่อนไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าไทยจะเจออัตรา 36% ตามประกาศเดิม หรือการเจรจาของทีมไทยแลนด์จะมีความคืบหน้า บนความคาดหวังแย่สุดอัตราภาษีนำเข้าของไทยน่าจะไม่ทิ้งห่างประเทศสมาชิกในอาเซียนด้วยกัน

ก่อนหน้านี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้ทำการทบทวนสถานการณ์และปรับประมาณการ การส่งออกของไทยปี 2568 ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศปรับเพิ่ม ภาษีศุลกากรต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ต่อนานาประเทศ รวมถึงไทยที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราร้อยละ 36 โดย สนค.ประเมินว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการส่งออกรวมของไทย ทำให้คาดว่าการส่งออกในปี 2568 จะขยายตัวในอัตราชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 0.5-1.5 (ค่ากลางร้อยละ 1.0) จากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 2.0-3.0 (ปรับลดลงร้อยละ 1.5) หรือคิดเป็นประมาณ 302,032-305,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค่ากลาง 303,535 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงจากประมาณการเดิม 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 153,000 ล้านบาท) บนสมมุติฐานที่ใช้ในการประมาณการส่งออกมาจากตัวแปรที่มีผลต่อการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหรัฐ คาดขยายตัวร้อยละ 1.5-2.0 สหภาพยุโรป คาดขยายตัวร้อยละ 0.5-1.0จีน คาดขยายตัว 3.5-4.0 ญี่ปุ่น คาดขยายตัวร้อยละ 0.5-1.0 อาเซียน คาดขยายตัวร้อยละ 3.0-3.5 ขณะที่ปริมาณการค้าสินค้าของโลกปี 2568 คาดหดตัวช่วงร้อยละ (-2.5)-(-3.0) อัตราแลกเปลี่ยนคาดอยู่ในช่วง 34.5-35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยช่วง 65.0-75.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาส่งออกสินค้าเกษตรคาดขยายตัวร้อยละ2.0-3.0 ราคาสินค้าส่งออกอุตสาหกรรม คาดขยายตัวร้อยละ 1.0-2.0

พบว่าการวิเคราะห์สินค้าส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในตลาดสหรัฐ ซึ่งพิจารณาข้อมูลการส่งออกของไทยปี 2567 ในกลุ่มสินค้าระดับพิกัดศุลกากร (HS Code) 2 หลัก โดยพิจารณาจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูง กลุ่มสินค้าพิเศษที่โดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตราสูง กลุ่มสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการ ซึ่งมีโอกาสที่จะโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตราสูง กลุ่มสินค้าดาวร่วงที่ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐให้กับประเทศอื่นๆ สะท้อนการชะลอตัวของความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

1.กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐสูงสุด 12 อันดับแรก คือ 1.เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน โคมไฟ 2.เครื่องดนตรี ส่วนประกอบและอุปกรณ์ 3.เครื่องแต่งกาย ถักแบบนิตหรือแบบโครเชต์ 4.เครื่องหนัง เครื่องใช้สำหรับเดินทาง กระเป๋าถือ 5.เครื่องแต่งกาย ที่ไม่ได้ถักแบบนิตหรือแบบโครเชต์ 6.เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ 7.ของทำด้วยหิน ซีเมนต์ หรือวัตถุที่คล้ายกัน 8.ของเล่น เครื่องกีฬา เกม และอุปกรณ์ 9.เครื่องมือ ของใช้ มีคม ทำด้วยโลหะสามัญ 10.โลหะสามัญชนิดอื่น 11.ของปรุงแต่งทำจากพืชผัก ผลไม้ ลูกนัต 12.เครื่องจักรกลและชิ้นส่วน โดยกลุ่มสินค้าที่ระดับการพึ่งพาตลาดสหรัฐสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ พึ่งพาตลาดสหรัฐร้อยละ 53.8 มูลค่าส่งออก 976.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องดนตรี พึ่งพาตลาดสหรัฐร้อยละ 42.2 มูลค่าส่งออก 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องแต่งกาย ถักฯ พึ่งพาตลาดสหรัฐที่ร้อยละ 39.6 มูลค่าส่งออก 578.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

2.กลุ่มสินค้าพิเศษที่โดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐในอัตราสูง สินค้าสำคัญที่สหรัฐขึ้นภาษีกับทุกประเทศตามมาตรการ 232 ตั้งแต่ต้นปี 2568 ประกอบด้วย(1) กลุ่มเหล็ก และ (2) อะลูมิเนียม ถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตรา MFN + 50% และ (3) กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ถูกเรียกเก็บภาษีที่อัตรา MFN + 25% ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ถูกมาตรการ 232 ที่สหรัฐบังคับใช้กับทุกประเทศเป็นสินค้าภายใต้พิกัดศุลกากร 2 หลัก ใน 13 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย เครื่องจักรกลฯ ยางและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า ยานพาหนะและชิ้นส่วน ของทำด้วยเหล็ก เฟอร์นิเจอร์ อะลูมิเนียม ของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะ ของเล่น เครื่องกีฬา เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ อากาศยาน ผลิตภัณฑ์เบ็ดเตล็ด ร่ม ไม้เท้า มูลค่าของสินค้าที่โดนมาตรการดังกล่าวของไทยมีประมาณ 17,091.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 27.0 ของการนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐในปี 2567

Advertisement

3.กลุ่มสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการ จะเป็นสินค้าที่ระบุไว้ใน Annex II ภายใต้รหัสศุลกากรสหรัฐ 8 หลัก (HTS) ตามประกาศคำสั่งประธานาธิบดีของสหรัฐเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 ซึ่งเป็นสินค้าที่สหรัฐยังไม่ได้ใช้มาตรการทางภาษีในขณะนี้ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกในระดับปานกลาง และมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐน้อย ในปี 2567 สินค้าที่อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการ มูลค่ารวม 2,664.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.2 ของการนำเข้าสินค้ารวมจากไทยไปสหรัฐเท่านั้น ตาราง 9 กลุ่มสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการ ปี 2567 อาทิ เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า ยางและผลิตภัณฑ์ ทองแดง พลาสติก ไม้และไม้แปรรูป เคมีภัณฑ์อินทรีย์ โลหะสามัญชนิดอื่น เคมีภัณฑ์เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม เชื้อเพลิงจากแร่ และผลิตภัณฑ์ ดีบุก รัตนชาติ โลหะมีค่า เคมีภัณฑ์อนินทรีย์ แร่หายาก หนังสือพิมพ์ สังกะสี สิ่งสกัดใช้ฟอกหนังหรือย้อมสี สินแร่ แร่ทังสเตน นิกเกิล เป็นต้น

4.กลุ่มดาวร่วง สะท้อนกลุ่มสินค้าที่ไทยเสียส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐมีแนวโน้มจะส่งออกได้ลดลง โดยในปี 2567 บางกลุ่มสินค้าส่งออกของไทยเสียส่วนแบ่งตลาดเล็กน้อย โดยมีการเสียส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ร้อยละ 0.5 กลุ่มสินค้าที่ส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐลดลงสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.ของทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้า เช่น ตะปู หลอด ท่อเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 0.5 โดยในปี 2567 ส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 2.2 2.วัตถุจากพืชที่ใช้ถักสาน ผลิตผลจากพืช (HS 14) เช่น นุ่น ไม้ไผ่ถักสาน เสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 0.5 โดยในปี 2567 ส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 2.5 3.เส้นใยสิ่งทอจากพืชอื่นๆ ด้ายกระดาษ (HS 53) เช่น ผ้าทอลินิน เสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 0.5 โดยในปี 2567 ส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 2.0 บางกลุ่มสินค้าเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐ ขณะที่มูลค่าส่งออกขยายตัวจากปีก่อน เช่น วัตถุจากพืชที่ใช้ถักสาน ผลิตผลจากพืช เสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐร้อยละ 0.5 เป็นต้น

ข้อเสนอแนะต่อกลุ่มสินค้าส่งออกไทยที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบในตลาดสหรัฐคือ 1.มาตรการช่วยเหลือกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ ภาครัฐควรเร่งประเมินกลุ่มสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเปราะบางสูงต่อมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ โดยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสินค้าที่มีระดับการพึ่งพาตลาดสหรัฐสูง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย และเครื่องจักร รวมถึงสินค้าที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังของมาตรการ AD/CVD 2.มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน 3.การพัฒนาเครื่องมือประกันความเสี่ยงด้านการค้า 4.การป้องกันการสวมสิทธิ 5.การสร้างความเข้มแข็งเชิงโครงสร้างให้กับระบบการส่งออกของไทยในระยะยาว

การพิจารณาหาตลาดส่งออกทดแทนสหรัฐจะพิจารณากลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ 15 กลุ่มแรก คิดเป็นร้อยละ 90.1 ของมูลค่าการส่งออกรวมไปสหรัฐในปี 2567 โดยจะนำเสนอข้อมูลมูลค่าและสัดส่วนการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยไปตลาดต่างๆ พร้อมทั้งข้อมูลแหล่งนำเข้าของตลาดอื่นๆ (ที่ไม่ใช่สหรัฐ) ซึ่งกลุ่มสินค้าส่งออก 15 กลุ่มแรกไปสหรัฐเบื้องต้นพบว่าส่วนใหญ่สหรัฐเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยในกลุ่มสินค้าเหล่านี้ อาทิ กลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มเครื่องจักรกลและชิ้นส่วน ยางและผลิตภัณฑ์ของทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้า เครื่องมือ ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน โคมไฟ อาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ ธัญพืช ของปรุงแต่งทำจากพืชผัก ผลไม้ และเครื่องแต่งกาย อีกทั้งกลุ่มสินค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการส่งออกไปตลาดสหรัฐค่อนข้างสูง

แนวทางหนึ่งคือกระจายการส่งออกไปยังตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐน้อยและมีอัตราการเติบโตสูงอย่างสหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงและมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดี ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย หรือตะวันออกกลาง เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีศักยภาพในการเติบโตสูง อาเซียนเติบโตสูงจากจำนวนประชากรที่มากเป็นต้น

อีกทั้งมีข้อเสนอต่างๆ เช่น แสวงหาโอกาสจากวิกฤตโดยการผลักดันสินค้าศักยภาพเข้าไปทดแทนในตลาดสหรัฐ กรณีที่สหรัฐยังคงใช้ มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตราที่แตกต่างกันกับคู่ค้าแต่ละประเทศ จะทำให้สินค้าบางประเภทจากประเทศคู่แข่งที่เคยส่งออกไปสหรัฐจะได้รับผลกระทบมากกว่าไทย หรือมีข้อจำกัดในการส่งออกอื่นๆ ซึ่งอาจสร้าง โอกาสให้กับสินค้าไทยได้สินค้าไทยที่มีคุณภาพใกล้เคียง หรือดีกว่าในราคาที่แข่งขันได้ อาจมีโอกาสเข้าไปทดแทนสินค้าจากประเทศที่ได้รับผลกระทบมากกว่าในตลาดสหรัฐ ขณะเดียวกันไทยก็ต้องเร่งการปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของสหรัฐ เช่น มาตรฐานสุขอนามัย และกฎระเบียบอื่นๆ ของสหรัฐเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้าอื่นๆ เพิ่มเติมจากที่ถูกใช้มาตรการทางภาษีแล้ว หรือเร่งเจาะตลาดเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากตลาดส่งออกเดิม และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, IoT, Big Data มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต การจัดการห่วงโซ่อุปทานและการตลาดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการผลิต เช่น การออกแบบสินค้าที่ยืดอายุการใช้งาน การนำกลับมาใช้ใหม่ หรือการรีไซเคิล จะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ลดของเสีย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในระยะยาว

จากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อยจากนี้ หลังอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐคิดจากไทยชัดเจนแล้ว