Fossil Park แห่งแรกในไทยที่เอเชียทีค เปิดพร้อมจูราสสิค เวิลด์ 8 ส.ค.นี้

29.07.25 | 23:49 น.

Fossil Park แห่งแรกในไทยที่เอเชียทีค เปิดพร้อมจูราสสิค เวิลด์ 8 ส.ค.นี้

นับถอยหลัง 8 สิงหาคมนี้ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ AWC จะเปิดให้ชม “Fossil Park” พื้นที่การเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์จากแหล่งค้นพบในประเทศไทย ภายใน Hatch Dome (แฮ็ธช์โดม) ควบคู่กับประสบการณ์เสมือนจริงแบบอิมเมอร์ซีฟระดับโลก Jurassic World: The Experience ที่โครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ได้ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อเปิดตัว “Fossil Park” พื้นที่การเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์จากแหล่งค้นพบในประเทศไทย ภายในแฮ็ธช์โดม จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ของจริงควบคู่กับความรู้ด้านธรณีวิทยา และคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ พืชป่า และสัตว์ป่าของไทยที่เคยอุดมสมบูรณ์ ให้นักเดินทางทั่วโลกพบกับไดโนเสาร์และสัตว์เลื้อยคลานบินได้ร่วมยุคกว่า 14 สายพันธุ์ที่พบได้ในประเทศไทยเท่านั้น

ในพื้นที่การจัดแสดงต่อเนื่องจากประสบการณ์ Jurassic World: The Experience เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์ให้กับเยาวชนและครอบครัว ผ่านประสบการณ์ด้านการเรียนรู้จากของจริงที่สนุกสนาน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เชื่อมโยงกับมรดกทางธรณีวิทยาของไทย และสะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ในการ “Building Better Future For All” หรือ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน” พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

Advertisement

นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือกับ AWC ในครั้งนี้แสดงถึงพันธกิจของกรมในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ให้เข้าถึงเยาวชนและประชาชนทั่วไปในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ โดยจะนำเสนอเรื่องราวซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ของจริง และเข้าใจวิวัฒนาการของโลกใบนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่สำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า กรมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ AWC ในการนำเสนอ ‘Fossil Park’ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมแนวทางการอนุรักษ์ไปสู่ประชาชนและเยาวชนได้มากยิ่งขึ้น โดยนำเสนอความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศที่ได้รับการคุ้มครองของประเทศไทย ผ่านรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายและสร้างสรรค์ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์และหวงแหนผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างยั่งยืน

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า AWC ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับผู้นำภาครัฐที่เป็นแรงบันดาลใจด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติชั้นนำของประเทศไทย ทั้งกรมทรัพยากรธรณีและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการสร้างสรรค์ ‘Fossil Park’ ผสานความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์เข้ากับการตระหนักถึงความยั่งยืน ซึ่งเชื่อมั่นว่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่จะช่วยจุดประกายความสนใจการเรียนรู้ และสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นพลเมืองโลกที่มีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนและการเรียนรู้ระดับโลก

สำหรับ“Fossil Park” ถือเป็นโซนการเรียนรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์ที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความภาคภูมิใจในทรัพยากรทางธรณีวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยจัดแสดงแบบจำลองและซากดึกดำบรรพ์จริงที่มีการค้นพบในประเทศ และกิจกรรมเวิร์คช็อปสำหรับเยาวชน เพื่อเรียนรู้การเป็นนักบรรพชีวินวิทยาตัวน้อย

โดยมีไฮไลต์สำคัญเป็นแบบจำลองขนาดเท่าจริงของ“ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ไดโนเสาร์กินพืชขนาดยักษ์จากจังหวัดขอนแก่น ความยาวกว่า 15 เมตร ที่ได้รับการตั้งชื่อเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พร้อมด้วยการจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์จริงที่สำคัญ อาทิ ซากดึกดำบรรพ์ปลาโบราณพุทธบุตรเอนซิส และอีกมากมายที่ขุดค้นโดยนักบรรพชีวินวิทยา

จากความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในแหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ตั้งของแหล่งขุดค้นหลัก อาทิ ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ภูกุ้มข้าวและภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ และภูแฝก จังหวัดมหาสารคาม รวมถึงพื้นที่อื่นๆ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งไดโนเสาร์”

ปัจจุบันมีการค้นพบไดโนเสาร์และสัตว์ในประเทศไทยมาแล้วมากถึง 14 สายพันธุ์ มีสายพันธุ์ไฮไลต์สำคัญ อาทิ “สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส” นักล่าแห่งแดนอีสาน “กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซิส” ไดโนเสาร์สองเท้าผู้ปราดเปรียวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกินรีของไทย “อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ”ซอโรพอดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

“สยามแรปเตอร์ สุวัจน์ติ” หนึ่งในไดโนเสาร์กินเนื้อที่พบซากสมบูรณ์ที่สุดในไทย “มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส” หนึ่งในไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ “การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” สัตว์เลื้อยคลานบินได้ชนิดแรกที่ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในประเทศไทยและเพิ่งมีการค้นพบใหม่ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้

ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับทั้ง 14 สายพันธุ์ที่พบได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ผ่านแบบจำลองสามมิติเสมือนจริงด้วยระบบ QR Code เพื่อเข้าถึงข้อมูลด้านวิชาการในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเยาวชน นักเรียน และประชาชนทั่วไป เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาและสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางธรรมชาติของไทย

ยังมีร้านค้าวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จำหน่ายสินค้าชุมชนคอลเลกชั่นพิเศษเกี่ยวกับไดโนเสาร์ภายใต้คอนเซ็ปต์ From The Earth Before Time อาทิ พวงกุญแจ ถุงผ้า และตุ๊กตาไดโนเสาร์ลายผ้าขาวม้า จากกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านดงน้อย และชุมชนดีไดโนสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชนโดยรอบเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สิรินธรจากแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ในประเทศไทย

โดย “Fossil Park” จะเปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ต่อเนื่องไปกับประสบการณ์ Jurassic World: The Experience ที่โครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น