พณ.ขึ้นทะเบียนจีไอ กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์ สัตว์เศรษฐกิจประจำจังหวัด
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม น.ส.นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมมีนโยบายสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง กระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน กรมจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อคุ้มครองสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า อีกทั้งยังเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ล่าสุด กรมได้ประกาศขึ้นทะเบียน “กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์” เป็นสินค้า GI ลำดับ 4 ของจ.กาฬสินธุ์ ต่อจากสินค้าผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ และพุทรานมบ้านโพน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้
สำหรับ “กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์” เพาะเลี้ยงในบ่อที่มีการวางผังบ่อเลี้ยงเพื่อสะดวกต่อการจัดการบ่อ มีระบบชลประทานโดยใช้น้ำที่มีคุณภาพดี สะอาด มีค่าความกรด-ด่างที่เหมาะสม มีลักษณะดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวปนร่วนปนทราย หรือดินทรายที่สามารถเก็บน้ำได้ มีแหล่งผลิตในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีลักษณะภูมิประเทศหลากหลายตั้งแต่ภูเขาถึงที่ราบลุ่ม สามารถแบ่งได้ 5 ลักษณะ คือ 1.พื้นที่ภูเขา 2.พื้นที่หุบเขา 3.พื้นที่ลูกคลื่น 4.พื้นที่ค่อนข้างราบ และ 5.ที่ราบลุ่มริมฝั่งน้ำ ประกอบกับจังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีสภาพอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนา โดยมีฤดูฝนและฤดูแล้งสลับกันชัดเจน
ซึ่งส่งผลต่อการสร้างเปลือกของกุ้งก้ามกราม ทำให้เปลือกกุ้งมีความหนาไม่มาก ประกอบกับดินที่เป็นดินร่วนปนดินทรายหยาบ ทำให้กุ้งที่เลี้ยงตัวใสสะอาด อีกทั้งน้ำที่ใช้เลี้ยงกุ้งยังมีแร่ธาตุสมบูรณ์ ส่งผลให้เนื้อสัมผัสของกุ้งมีความเหนียว นุ่ม เนื้อแน่นเต็มเปลือก เมื่อปรุงสุกจะมีรสชาติหวาน ไม่มีกลิ่นคาว ด้วยคุณภาพของกุ้งก้ามกรามจึงนับได้ว่า “กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมเพื่อประชาสัมพันธ์ผลผลิต กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 538 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันประเทศไทย มีสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ทำให้สินค้าท้องถิ่นได้รับการยกระดับมูลค่าสร้างรายได้สู่ชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของไทยอย่างยั่งยืน

