จตุพร ชี้ ยังไร้สัญญาณจากทรัมป์ ปมเดดไลน์ภาษี 1 ส.ค. หวังได้อัตราใกล้เคียงอาเซียน เร่งป้อนสินค้าจำเป็นเข้าศูนย์พักพิง ห้ามขาดห้ามแพง
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเปิดงานประชุมสัมมนามันสำปะหลังโลก ปี 2568 ครั้งที่ 7 ถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐจากไทย ก่อนครบเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.นี้ ว่า เชื่อว่าเป็นการเจรจารอบสุดท้ายแล้ว หลังจากมีการเติมเพิ่มอีกบางส่วน เป็นเรื่องของขบวนการ และคาดว่าไม่เกิน 1-2 วันนี้หรือไม่เกิน 1 สิงหาคมนี้ จะได้ทราบผลการเจรจา อย่างไร ส่วนตัวเลขจะเท่าไหร่คาดเดาไม่ถูกเลย และถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะขยายเวลาออกไปอีก การเจรจาไม่ได้คุยเรื่องความมั่นคง การเจรจาการค้าก็ว่ากันไป เรื่องความมั่นคงและการดูแลอภิปไตยของไทย ก็ว่ากันไป ไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งในด้านภาษีเราก็ทำอย่างเต็มที่
นายจตุพรกล่าวว่า พร้อมกันนี้ เราก็เตรียมแนวทางในการดูแลผลกระทบทั้งจากภาษีทรัมป์และสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในส่วนผลกระทบสถานการณ์ชายแดน ก็อยู่ระหว่างการลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือ และหากมีความยืดเยื้อ การค้าชายจะได้ผลกระทบด้านเงินทุนและสภาพคล่อง ก็จะหาแนวทางช่วยเหลือ ส่วนประชาชนก็เน้นเรื่องไม่มีสินค้าขาดแคลนและราคาแพง
นายจตุพร กล่าวถึงกระแสข่าวชาวกัมพูชาออกมาประกาศว่าแบนใช้สินค้าไทย จากปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันว่า ในส่วนของภายในประเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้กระทรวงพาณิชย์ กำกับดูราคาสินค้าอย่าให้ขาด อย่าให้แพง และทำให้สินค้ากระจายไปสู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงไม่ให้ขาดแคลน หากกัมพูชาจะแบนสินค้าไทยก็ไม่เป็นไร เราจะเน้นให้ความสำคัญในการดูแลประชาชนในประเทศเราก่อน โดยเฉพาะประชาชนที่เข้ามาอยู่ในศูนย์พักพิงต่างๆ จะต้องดูแลให้สินค้า ของใช้จำเป็นต้องไม่ขาดแคลน หากขาดแคลนกระทรวงพาณิชย์ก็จะส่งไปช่วย เช่น ผ้าอ้อมเด็ก รวมถึงการค้าขายตามแนวชายแดน หากเกิดปัญหายื้อเยื้อยาวนาน รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือเรื่องเงินทุนให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี โดยอาจจะเปิดให้มีการลงทะเบียนขอสนับสนุนเรื่องเงินทุนในแต่ละจังหวัด

“ตลาดการค้าที่ไทยต้องสูญเสียไปนั้น ผมได้สั่งให้ทุกหน่วยรวมทั้งทูตพาณิชย์ในต่างประเทศเร่งหาตลาดส่งออกทดแทน เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมทั้งให้เร่งหาเส้นทางการขนส่งใหม่ๆ หลังจากมีการปิดด่านบริเวณชายแดน เช่น ทางเรือ หรือผ่านไปยังเวียดนาม ” นายจตุกร กล่าว
นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนเรื่องมันสำปะหลัง ซึ่งไทยส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก ไทยกับกัมพูชาก็มีการซื้อขายกัน เมื่อค้าขายกันได้ลำบากและอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทนไทย ไทยก็จะต้องหาตลาดอื่นทดแทน อย่างเกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย หรือ อียู พร้อมกับร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พัฒนาพันธุ์และลดต้นทุนการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและป้องกันราคาตกต่ำ อย่างการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งจัดทุก 2 ปี ได้มีตัวแทนจาก 16 ประเทศเข้าร่วมงาน โดยมีการลงนามสัญญาซื้อขายและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปริมาณรวมกว่า 1.48 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10,900 ล้านบาท สามารถดูดซับหัวมันสดในประเทศได้มากถึง 3.57 ล้านตัน พร้อมเปิดการเจรจาเพื่อขยายตลาดใหม่ โดยตั้งเป้าส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 ให้ได้ 7.5 ล้านตัน
นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ มีแผนผลักดันโครงการ “Sandbox” ดูแลและพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ ที่มักเผชิญภาวะแห้งแล้งหรือน้ำท่วม ให้กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างโอกาสใหม่ ปรับการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อม เช่น ปรับปลูกข้าวมาเป็นกล้วย ใช้กลยุทธ์ ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ เรามองอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า เลือกพืชที่จะกลายแชมเปี้ยนส่งออกในอนาคต เป็นเรื่องที่มีการเตรียมการมาแล้วเกือบ 3 เดือน ทั้งนี้ ปี 2567 ไทยส่งออกมันสำปะหลัง 6.47 ล้านตัน สร้างรายได้กว่า 110,255 ล้านบาท ช่วง 6 เดือนแรก2568 ไทยส่งออกปริมาณ 5.02 ล้านตัน เพิ่ม 39.44% แต่มูลค่าลดลงเหลือ 54,640.82 ล้านบาท ลดลง 11.10% สาเหตุจากราคามันสำปะหลังในตลาดโลกลดลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องดันแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกในหลายประเทศและพัฒนามันสำปะหลังตั้งแต่ต้นน้ำ

