ตลาดอสังหาปี68 ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ กำลังซื้อ คอนโดเปิดใหม่ราคาลดลง20% สวนทางบ้าน แพงขึ้น 47%
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด(LWS) บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ บมจ. แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากช่วงครึ่งปีแรก ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่มีการประกาศขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่อัตรา 36% จะมีผลวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเติบโตต่ำกว่า 2% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 2.7-3% ทัังนี้การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ ทำให้รายได้และกำลังซื้อลดลง ผนวกกับสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดกับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อทั้งสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ไปจนถึงสินเชื่ออุปโภคและบริโภค ส่งผลกระทบโดยตรงกับกำลังซื้อที่อยู่อาศัย ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศจะมีแนวโน้มลดลง และมีมาตรการผ่อนคลาย LTV ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง 0.01% ยังไม่สามารถกระตุ้นกำลังซื้อให้กลับคืนมาได้ เพราะผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังกังวลรายได้ในอนาคต ทำให้ชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย ที่เป็นภาระหนี้ระยะยาวออกไปก่อน
“จากแนวโน้มดังกล่าวคาดว่าปี 2568 จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงทั้งมูลค่าและจำนวน เนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาฯจะชะลอแผนการเปิดตัวใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงขายไม่ได้ตามแผน ไปเน้นเร่งระบายสินค้าคงเหลือที่ยังคงมีอยู่เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และ ลดภาระดอกเบี้ยจ่ายในการถือครองทรัพย์สินแทน สะท้อนจากการเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่จำนวนลดลง 54%และมูลค่าลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 ”นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว
นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า จากผลสำรวจการเปิดตัวโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ในช่วงครึ่งปีแรก มี 104 โครงการ คิดเป็นจำนวน 14,942 หน่วย และมูลค่ารวม 109,220 ล้านบาท ลดลง 42%, 54%, และ 46% ตามลำดับ เป็นการเปิดตัวโครงการอาคารชุดพักอาศัย 23 โครงการ จำนวน 7,393 หน่วย มูลค่า 22,956 ล้านบาท ลดลง 30%, 45% และ 56% ตามลำดับ ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยห้องชุดที่เปิดตัวอยู่ที่ 3.10 ล้านบาทต่อหน่วย ลดลง 20% ด้านบ้านพักอาศัยมีเปิด 81 โครงการ จำนวน 7,549 หน่วย มูลค่ารวม 86,264 ล้านบาท ลดลง 46%, 61%, และ 42% ตามลำดับ
โดยราคาขายเฉลี่ยของบ้านพักอาศัยที่เปิดตัวใหม่อยู่ที่ 11.42 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 47% เนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกมีการเปิดตัวบ้านพรีเมี่ยมราคาเกิน 10 ล้านบาทในมูลค่าที่สูงขึ้น
โดยมีเปิดตัว 48 โครงการ จำนวน 2,690 หน่วย มูลค่ารวม 63,444 ล้านบาท ลดลง 9.4%, 26%, และ 22% ตามลำดับ โดยที่ราคาขายเฉลี่ยของบ้านพรีเมี่ยมอยู่ที่ 23.58 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 6.6% ขณะที่การเปิดตัวบ้านระดับราคาที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อหน่วย มี 33 โครงการ จำนวน 4,859 หน่วย มูลค่า 22,820 ล้านบาท ลดลง 66%, 69%, และ 67% ตามลำดับ โดยที่ราคาขายเฉลี่ยบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท อยู่ที่ 4.69 ล้านบาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 6.83%

นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนทำเลที่มีกำลังซื้อสูง สำหรับอาคารชุดพักอาศัยที่เปิดตัวใหม่ในไตรมาส 2 อยู่ในทำเลหลักสี่-แจ้งวัฒนะ มีกำลังซื้อสูง มียอดขาย ณ วันเปิดตัวสูงถึง 40% จากที่เปิดขาย 328 หน่วย ตามมาด้วยทำเลติวานนท์ ที่มียอดขาย ณ วันเปิดตัวที่ 30% จากเปิดตัว 154 หน่วย ส่วนทำเลที่ขายดีสำหรับบ้านพักอาศัยราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ได้แก่ ทำเล แบริ่ง-วัดด่าน ขายได้ 51 หน่วย ณ วันเปิดตัว จากจำนวน222 หน่วย คิดเป็น 23%ของจำนวนหน่วยเปิดตัวทั้งหมดในทำเลนี้ ตามมาด้วยปทุมธานีขายได้ 49 หน่วย จากเปิดตัว 288 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 17% ของหน่วยเปิดตัวทั้งหมดในทำเลนี้ สำหรับบ้านเกิน 10 ล้านบาท อยู่ทำเลวงแหวน-บางนา มีจำนวนหน่วยที่ขาย ณ วันเปิดตัวได้สูงสุดในไตรมาส 2 ขายได้ 23 หน่วย คิดเป็น 30% จากจำนวนหน่วยที่เปิดขาย 76 หน่วย เป็นบ้านแฝดราคา 10-30 ล้านบาท ตามมาด้วย ทำเลสาธุประดิษฐ์ ขายได้ 20 หน่วย คิดเป็น 45% ของจำนวนหน่วยเปิดตัว 44 หน่วย เป็นทาวน์เฮ้าส์ ราคา 10-30 ล้านบาท บ้านแฝดและบ้านเดี่ยวราคามากกว่า 50 ล้านบาท
“ภาพรวมตลาดอสังหาฯในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ การเปิดตัวใหม่ชะลอตัวลงด้วยปัจจัยหลายประการทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมไปถึงสถานการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ผู้ประกอบการชะลอแผนการเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2 ไม่มีการเปิดตัวอาคารชุดใหม่เลยในเดือนเมษายน หลังแผ่นดินไหว เริ่มกลับมาเปิดในเดือนพฤษภาคม และ มิถุนายน ถึงแม้จะเร่งเปิดตัวใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปีแต่โดยภาพรวมแล้วในปี 2568 การเปิดตัวโครงการใหม่มีแนวโน้มที่จะน้อยกว่า ปี 2567 หรือไม่ก็ใกล้เคียงกับปี 2567” นายประพันธ์ศักดิ์ กล่าว

