‘บ้าน’ไม่ควรเป็นภาระหนัก ในวันที่โลกและชีวิตก็หนักพออยู่แล้ว

2.08.25 | 11:23 น.

ประเทศไทยวันนี้อาจไม่ได้เผชิญวิกฤตชัดเจนแบบต้มยำกุ้ง แต่กลับเต็มไปด้วย “อาการเรื้อรัง” ที่สะสมมานาน ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่สูง ความไม่มั่นใจในอนาคต และความผันผวนทั้งในและนอกประเทศ เหมือนโรคผิวหนังที่ซ่อนอยู่ใต้ผิว คนภายนอกอาจไม่เห็น แต่ผู้คนรู้สึกทุกวัน

อสังหาริมทรัพย์คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่รับแรงกระแทกโดยตรง โดยเฉพาะจาก “คนอยากมีบ้านแต่กู้ไม่ผ่าน” ซึ่งเกิดจากโครงสร้างหนี้ และระบบสินเชื่อที่ยังไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ประจำ

แม้จะมีมาตรการช่วย เช่น ลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง หรือผ่อนเกณฑ์ LTV แต่ปัญหาหลักคือ
“คนเข้าไม่ถึงสินเชื่อ” ตั้งแต่ต้นทาง เราจึงต้องยอมรับว่าวันนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดา และจำเป็นต้องใช้วิธีคิดที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

นโยบายการเงินที่มองไกลเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้าระยะสั้นยังไม่รอด การมองไกลก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้าย คนจะซื้อบ้านได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ราคา แต่อยู่ที่เขากล้าจะเริ่มต้นชีวิตระยะยาวหรือไม่

หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและสหรัฐ ใช้โมเดลดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว (Fixed Rate Loan) สำหรับบ้านราคาต่ำ เพื่อให้คนมีรายได้น้อยเข้าถึงสินเชื่อได้จริง เพราะรู้ว่าความมั่นใจเริ่มต้นจากเงื่อนไขที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ภาระที่น่ากลัว

Advertisement

ดิฉันเชื่อว่า หากจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ต้องกล้าคิดใหม่ และมองจากมุมของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ตลอดกว่า 20 ปีที่อยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์

ดิฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วและซับซ้อนขึ้นทุกปี จากแรงกระเพื่อมของเศรษฐกิจโลก ภาษีนำเข้าสหรัฐ ต้นทุนการเงินพุ่ง ไปจนถึงสงคราม และความขัดแย้งในประเทศ ที่ทำให้ “ความไม่แน่นอน” ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่กลายเป็นความรู้สึกในใจผู้คน

เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นชีวิตประจำวัน ความฝันของการมีบ้านก็ยิ่งไกลออกไป ไม่ใช่เพราะไม่อยากมีบ้าน แต่เพราะระบบยังผูกติดอยู่กับแนวคิดเดิม ผู้บริโภคต้องพร้อมก่อน มีรายได้แน่นอน เครดิตดี เงินดาวน์ครบ และพร้อมผ่อนอีก 30 ปี

แต่ในวันที่ชีวิตก็ไม่แน่นอน ดิฉันเชื่อว่า “บ้าน” ไม่ควรกลายเป็นภาระที่หนักกว่าเดิม ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่ากลุ่มคนวัยเริ่มต้นทำงานกว่า 48% ถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้านในครั้งแรก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ เช่น ฟรีแลนซ์ หรือค้าขายออนไลน์ ข้อมูลจากศูนย์ TTB ยังระบุว่า คนไทยมีหนี้เฉลี่ยกว่า 560,000 บาทต่อครัวเรือน และกว่าครึ่งคือหนี้ที่ไม่ใช่เพื่อการลงทุน เช่น บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล

ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดิฉันได้พบผู้คนมากมายที่อยากมีบ้าน แต่ต้องติดกับดัก “3 BAD” ที่ระบบสินเชื่อยังไม่ตอบโจทย์ :

-Bad Credit – เคยมีประวัติค้างชำระแม้จะเพียงเล็กน้อย
-Bad Income – รายได้ไม่แน่นอนหรือยังมีภาระหนี้เดิม
-Bad Confidence – ไม่มั่นใจพอจะผูกพันระยะยาว

ดิฉันเชื่อว่านวัตกรรมทางการเงินต้องเริ่มจากความเข้าใจผู้บริโภค ไม่ใช่แค่ถามว่ากู้ผ่านหรือไม่ แต่ต้องรู้ว่า “เขาต้องการอะไร กลัวอะไร และต้องการความมั่นใจตรงไหน”

จากผลสำรวจของเสนา มากกว่า 60% ของผู้บริโภคต้องการความยืดหยุ่นมากกว่าแค่ดอกเบี้ยต่ำ พวกเขาต้องการเวลา โอกาส และพื้นที่ให้ชีวิตค่อยๆ ตั้งหลัก

คำถามคือ จะทำอย่างไรให้คนมีบ้านได้ ในวันที่เขายังไม่พร้อมตามระบบเดิม

นี่คือที่มาของ LivNex

LivNex ไม่ใช่แค่โมเดล “เช่าออมบ้าน” แต่คือโซลูชั่นที่สร้างทางเลือกใหม่ให้คนที่ยังไม่พร้อมซื้อบ้าน…ได้เข้าใกล้ความฝันนั้นจริงๆ เราเห็นลูกค้าหลายคนเริ่มจากศูนย์ ไม่มีเครดิต ไม่มีเงินเก็บ แต่เมื่อเข้าอยู่ใน LivNex พวกเขามีแผนที่ มีทิศทาง และมีเป้าหมายชัดเจน

เราไม่ได้บอกว่า LivNex คือคำตอบทั้งหมดของตลาดอสังหาฯ แต่เราเชื่อว่ามันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิธีคิด จากการขายบ้าน ไปสู่การสร้างความมั่นคงในชีวิต

ผู้บริโภควันนี้ไม่ได้มองหาบ้านราคาถูกที่สุด แต่ถามว่า “ฉันจะมีบ้านได้ไหม?” และ “ใครเข้าใจข้อจำกัดของฉันจริง?”

เราจึงไม่เลือกพูดว่า LivNex ดีแค่ไหน แต่เลือก
แสดงให้เห็นว่าลูกค้าจะได้อะไรในวันที่ยังไม่พร้อม
และเราจะอยู่กับเขาไปจนกว่าจะพร้อมจริงๆ

ในวันที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความเชื่อใจจึงกลายเป็นของมีค่า และเรารู้ว่าความเชื่อใจ เริ่มจากการรับฟัง เข้าใจ และออกแบบทางออกที่ตอบโจทย์จริงๆ

เพราะบ้านไม่ใช่แค่ทรัพย์สินทางกายภาพ แต่คือพื้นที่แห่งความหวัง และการเริ่มต้นใหม่ของใครบางคน

ถ้าเราอยากให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเดินไปอย่างยั่งยืน เราต้องเริ่มจากการฟังเสียงของผู้บริโภคให้ชัดกว่าที่เคยเป็นมา