หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดแนวคิดทาย...

เปิดแนวคิดทายาทชุมชน 3 สไตล์ ยึดหลัก‘ความเชื่อ-อินเทรนด์-อนุรักษ์’

3.08.25 | 12:27 น.

เปิดแนวคิดทายาทชุมชน 3 สไตล์
ยึดหลัก‘ความเชื่อ-อินเทรนด์-อนุรักษ์’

วันนี้พามารู้จัก 3 อาชีพที่ต่อยอดมาจากธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว หรือจุดประกายความหวังการทำธุรกิจจากรุ่นพ่อ ซึ่งแม้โลกจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือต้องเผชิญกับปัญหานานาชนิด ซึ่งย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา ใครผ่านพ้นมาได้ถือว่าไม่ธรรมดา

อาชีพแรก พามารู้จัก “ชิดชนก กองสุวรรณ” ที่รู้จักกันในชื่อ “นิล ณ กาญจน์” เล่าว่า เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของครอบครัวที่โด่งดังตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ ที่ได้นำวัตถุดิบในท้องถิ่น คือ นิล ของดี จ.กาญจนบุรี มาทำศาสนศิลป์ หรือศิลปะจากศาสนา พวกพระพุทธรูป เทวรูป รูปปั้นพระ รูปปั้นเทพต่างๆ เป็นเรื่องของความเชื่อ ซึ่งในฐานะรุ่น 2 อยากทำงานที่ป้อนได้ทั่วโลกภายใต้คอนเซ็ปต์ “ศิลปะสัมผัสได้” นำเอามนต์เสน่ห์ของอัญมณีนิลและทุนทางศิลปวัฒนธรรมมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ เพื่อรังสรรค์ของใช้ของตกแต่งบ้านที่เป็นมากกว่าของใช้ทั่วไป และมีฟังก์ชั่นการใช้งาน กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโด และคนไม่มีเวลาที่จะสักการบูชาพระ ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ในที่พักอาศัยแต่อยากมีของแต่งบ้านสักชิ้นที่ให้ความรู้สึกว่ามีสิ่งนี้แล้วจะทำให้ชีวิตที่ดีขึ้น หรือบ้านมีการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งไม่ได้ยึดติดเกี่ยวกับศาสนา ทั้งคนไทยและต่างชาติก็ซื้อได้

ดังนั้น ก่อนจบหลักสูตรโครงการพัฒนาผู้ประกอบการชุมชน SMART Local ครบวงจร ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีโจทย์ต้องทำชิ้นงานร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ จึงได้เกิดการจับมือกัน 5 พาร์ตเนอร์ ได้แก่ แต้มฮูปดินเผา (กนกพร ทะไกรเนตร) ms benjarong (ธนภัทร สุรินทร์รัฐ) NineShop99 (จุฑามณี อาจกล้า) นิล ณ กาญจน์ (ชิดชนก กองสุวรรณ) และเรือบุญ (ณีรวัลย์ ทรานุรักษ์กุล) ใครเก่งด้านใดก็ทำด้านนั้น รวมตัวกันทั้งงานศิลป์ งานเบญจรงค์ งานผลิตกลิ่นอโรมา งานปั้น และทำคอนเทนต์ จนได้สินค้าตัวใหม่ชื่อ น้องแมวโกนจา (แมวพันธุ์ไทยโบราณชนิดหนึ่งที่มีขนสีดำสนิททั้งตัว) เน้นตลาดแมสและราคาไม่สูง นำร่องมีให้ 3 แบบ ไซซ์ใหญ่ราคาไม่เกิน 3,000 บาท ไซซ์กลางราคาไม่เกิน 1,000 บาท และพวงกุญแจราคาไม่เกิน 300 บาท ซึ่งจะเปิดตัวและวางจำหน่ายสินค้าที่ Pavilion กระทรวงพาณิชย์ ในงานศิลปาชีพประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี วันที่ 9-17 สิงหาคม 2568 โซนหน่วยงานภาคี ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี อีกทั้งได้รับการติดต่อจากห้างชั้นนำนำสินค้าไปวางจำหน่ายแล้ว

น้องแมวโกนจา ถือเป็นงานชิ้นตัวอย่างที่เกิดจากแนวคิดการจับมือ โดยก่อนหน้านี้ นิล ณ กาญจน์ ฉีกแนวพัฒนาสินค้าเพื่อตกแต่งและสะสม เช่น คอลเล็กชั่นสัตว์นำโชคจาก 5 ภาค ได้แก่ ช้าง เสือ หมูป่า เต่า นกเงือก ล่าสุดเพิ่มฮิปโปแคระ เมื่อชื่อหมูเด้งดังไกลถึงต่างแดน แนวคิดเหมือนกัน ของสะสมสัตว์ 5 ชนิด เมื่อไปแอฟริกาต้องไปดู และที่เป็นที่รู้จักกันดีในแอฟริกา หรือที่เรียกว่า Big Five ได้แก่ สิงโต ช้าง ควายป่า แรด เสือดาว ที่ไทยก็น่าจะมีเหมือนกัน

Advertisement

“การทำธุรกิจวันนี้รวมกันและใช้จุดเด่นมาเสริม หรือต่อยอดกัน จะทำให้ชิ้นงานกว้างไกล ดีกว่าแข่งกันเอง งานแบบนี้ทำรายเดียวค่าใช้จ่ายเป็นหมื่น แต่นี่รวมกันจึงเหลือหลักพัน ราคาขายก็ถูกลงได้ สำหรับนิล ณ กาญจน์ ภายใน 3-5 ปีจากนี้จะเทน้ำหนักกับตลาดออนไลน์ จากเดิมผลิตสินค้าแล้วก็ไปเปิดตัวตามงานแฟร์ในต่างประเทศ จนเมื่อเจอโควิดระบาดทุกอย่างต้องหยุด ลูกค้าหายไปแยะ การทำแบบเดิมๆ ไม่ทันพฤติกรรมซื้อขายที่หมดไปแล้ว วันนี้เสมือนนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้กำลังซื้อต่างประเทศเริ่มซบเซา เดินทางไปต่างประเทศค่าใช้จ่ายลงทุนแยะ Marketplace มีบทบาทมาก ส่วนการขายแบบเดิม ออฟไลน์ ใช้ฝากขายในห้างดังที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามากๆ ถ้าแมวโกนจาได้รับการตอบรับดีเราก็จะรวมกันตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน คิดถึงงานชิ้นต่อไป อย่างแมวโกนจาจะเพิ่มลูกเล่น ทั้งเปลี่ยนลูกตา กลิ่นน้ำหอม หรือใช้วัสดุอื่นมาตกแต่ง” ชิดชนกกล่าว

อีกอาชีพ ผลิตเสื้อหมาแมว “กัญฐ์ลภัส สิริพิเชียร” ภายใต้ชื่อ Annymalls (แอนนิมอลล์) เปิดร้านใน White Market Nimman ซอย 1 จ.เชียงใหม่ เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า พื้นฐานครอบครัวออกแบบและตัดทำเสื้อผ้าสำหรับบุคคล วันหนึ่งคุณพ่อนำสัตว์เลี้ยงมาให้เลี้ยง ก็เกิดไอเดียจะทำเสื้อผ้าให้น้องหมาใส่ ซึ่งผ่านมาแล้วประมาณ 15 ปี เมื่อมีแนวคิดจะหาเสื้อให้น้องหมาก็เดินสำรวจถนนคนเดินในเมืองเชียงใหม่ ตอนนั้นไม่มีใครทำเลย เกิดแนวคิดตัดเอง โดยเอาอัตลักษณ์ท้องถิ่นและลวดลายเสื้อผ้าชนเผ่ามาผสมผสานกับผ้าฝ้าย ออกแบบเป็นชุดหมา เริ่มจากธุรกิจเล็ก เจ้าของคนเดียว และมีช่างตัดแค่ 2 คน วางขายใน White Market Nimman ซอย 1 ปรากฏว่าขายดี ได้รับความสนใจทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ มากหน่อยก็ชาวจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ตอนนี้นักท่องเที่ยวลดลงแต่ก็ยังขายลูกค้าต่างถิ่นทั้งคนไทยและต่างชาติสั่งซื้อซ้ำ

ด้วยความมีเอกลักษณ์และจุดขายของตนเอง ทั้งดีไซน์และสีสันที่คงลวดลายผ้าและแถบตกแต่งชุดโดยใช้วัสดุในชุมชนเชียงใหม่ ที่นำชนเผ่ามาเป็นจุดขาย ทำให้ Annymalls เป็นที่รู้จัก มีการแตกไลน์สินค้า ไม่แค่ชุดเสื้อผ้าน้องหมา วันนี้น้องแมวกลับมาทำรายได้แซงหน้าแค่ 5 ปีที่ผ่านมา ที่มาพร้อมกับโควิดระบาด ทำให้คนอยู่บ้านและนำสัตว์เลี้ยงเข้าบ้านมากขึ้นจนสร้างรายได้เฉลี่ยเดือนละ 4-5 หมื่นบาทเป็นอย่างน้อย

“เราถือว่ามีความชำนาญเรื่องชุดน้องหมาน้องแมว มีให้เลือกหลากหลายแบบและสี มีไซซ์ตามน้ำหนัก 1-12 วันนี้มีรายใหม่เกิดขึ้น แต่การออกแบบและคุณภาพต่างกัน กว่า 15 ปีที่เริ่มมาวันนี้เรามีลูกค้าประจำและเซเลบริตี้ที่ใช้สินค้าเราแล้วเผยแพร่ในทุกช่องทาง ชุดเรามีทั้งแบบทั่วไป แบบชุดเพศชาย เพศหญิง ชุดแฟนซีสำหรับออกงาน พยายามออกแบบใหม่ทุกวัน ยอมรับเจอก๊อบปี้ตลอดเวลา ที่มากสุดคือชุดใช้ผ้าขาวม้า ชุดผ้าม่อฮ่อม จนลูกค้าประจำช่วยเรา ไปแจ้งให้หยุดนำสินค้าเราไปเปรียบเทียบ ในเร็วนี้กำลังออกแบบชุดแนวสีพาสเทลที่ต่างชาติกำลังเป็นที่ต้องการ รวมถึงได้รับคำแนะนำให้ทำตุ๊กตาหน้าเหมือนหมาแมวแล้วใส่ชุดที่ทางร้านออกแบบเพื่อเป็นของขวัญ ของชำร่วย หรือของเล่น อีกทางที่กำลังศึกษาความพร้อม”

กัญฐ์ลภัสกล่าวถึงอนาคตของการทำธุรกิจว่า อยากให้เชียงใหม่มีพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมกันของเจ้าของและสัตว์เลี้ยง เป็นที่นั่งเล่นนั่งกิน ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว้างขวาง ซึ่งในปัจจุบันแม้มีในกรุงเทพฯแต่ก็เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ขณะเดียวกันอยากถ่ายทอดทักษะและแนวคิดการทำธุรกิจกับผู้สนใจที่จะกลายเป็นทายาทรับช่วงต่อไป ซึ่งพร้อมที่จะถ่ายทอดหากมีผู้ต้องการยึดเป็นอาชีพจริงๆ

มาฟังอีกอาชีพ บ้านทำรองเท้า “นุชนารถ สมนาม” ผู้บริหารแบรนด์ “MEXICA” ถิ่นอยู่ใน จ.สมุทรปราการ เล่าถึงการรับช่วงอาชีพทำรองเท้าว่า “นุชและพี่สาว (เบญจมาศ สมนาม) คลุกคลีช่วยที่บ้านทำรองเท้ามาตั้งแต่คุณพ่อ (หมง สมนาม) ผลิตรองเท้ามาตั้งแต่ช่วงเรียน ม.ต้น และช่วยทำรองเท้ามาตั้งแต่ตอนนั้น แรกๆ ช่วยตกแต่งรองเท้าและช่วยเย็บขอบพื้นรองเท้า ผลิตในส่วนที่ง่ายๆ พอเรียนจบปริญญาตรีด้านบัญชี ส่วนพี่สาวจบการตลาด หลังทำงานที่อื่นได้ระยะหนึ่งก็กลับมาคิดทำอาชีพของตนเอง จึงเอาจริงเอาจังกับทำขั้นผลิตและศึกษาเพิ่มเติม เรียนรู้เรื่องรองเท้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อตนกับพี่สาวมาทำเต็มตัวก็จดทะเบียนร้านค้าในปี 2554 พร้อมกับการสร้างแบรนด์ MEXICA”

ย้อนไปรุ่นพ่อหมง ด้วยเป็นคนที่ทำงานในแคมป์ในอุดรธานี ถูกฝึกด้านรองเท้า และเห็นแววด้านออกแบบ ดีไซน์ เมื่อครั้งไปทำงานที่ฮ่องกง พอกลับมาไทยก็ทำรองเท้าผู้ชายให้แบรนด์หนังแท้ชื่อดังหลายยี่ห้อ จนเมื่อลูกสาวจบการศึกษาก็คิดว่าควรจะมีแบรนด์ของตนเองแทนที่จะรับจ้างผลิตป้อนแบรนด์ต่างๆ อีกทั้งมีลูกค้าแนะนำและให้เห็นถึงโอกาสสร้างรายได้จากการทำรองเท้าตัดเฉพาะบุคคล ที่จะสามารถกำหนดราคาได้ดีกว่ารับจ้างผลิตป้อนแบรนด์ดังอย่างที่เคยทำมา ซึ่งฝีมือการตัดเย็บรองเท้าของครอบครัว “สมนาม” เป็นที่รู้จักในวงการต่างๆ รวมถึงผลิตรองเท้าให้ตัวแสดงนำในละครบุพเพสันนิวาส

“เรามีความภาคภูมิใจกับอาชีพทำรองเท้า มีโอกาสตัดให้กับบุคคลสำคัญของประเทศ และได้รับความไว้วางใจ ให้ติดป้อนบุคคลต่างๆ ซึ่งหลายคนสั่งตัดกันมาเป็นสิบๆ ปี ดีใจเป็นสินค้าติดโอท็อป 5 ดาวของสมุทรปราการ อย่างชื่อแบรนด์ก็มีผู้ใหญ่ตั้งให้โดยเอาอักษรชื่อพ่อมาผสม คุณพ่อถือเป็นไอดอลของเรา ทุกวันนี้แม้อายุเข้า 71 ปีแล้ว แต่ยังเฟี้ยวฟ้าว ออกไปพบบุคคลต่างๆ ออกแบบ และช่วยคุมคุณภาพสินค้าก่อนส่งลูกค้า ที่เรากำลังอยากเห็นการถ่ายทอดช่างทำรองเท้าแบบสั่งตัดให้มีจำนวนที่เพิ่มขึ้น ไม่อยากให้หายไปกับกาลเวลา”

ดังนั้น “นุชนารถ” จึงเล่าถึงความหวังการต่อยอดธุรกิจว่า กำลังหาทำเลในกรุงเทพฯเพื่อทำเป็นโชว์รูม รับตัด และซ่อมรองเท้า เหมือนร้านรองเท้าในสมัยอดีต ที่เข้าในร้านจะเจอแบบรองเท้า มีการรับตัดและซ่อมแซมเพื่อเป็นรองเท้าเฉพาะบุคคล สวมสบายซึ่ง MEXICA เป็นที่ยอมรับ พร้อมราคาจับต้องได้ เฉลี่ยไม่เกิน 2,000 บาทต่อคู่ ยังย้ำถึงความมั่นใจ ด้วยลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้ซื้อแล้วจะกลับมาซื้อซ้ำ พร้อมกับเป็นแหล่งสร้างช่างทำรองเท้าด้วยมือกระจายไปทั่วประเทศ

จากเรื่องเล่าของ 3 เจนข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ความพยายาม รู้จักเปลี่ยนแปลง ความสำเร็จย่อมตามมา