คลังเล็งปรับเป้าจีดีพีโตเพิ่ม เผ่าภูมิ ชี้ผลดีภาษีทรัมป์เชื่อไทยได้เปรียบคู่แข่ง ด้านสมาคมผู้เลี้ยงค้านนำเข้าหมูมะกัน
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างการบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี 2568 รู้ทันโลกการเงิน ทลายหนี้สู่ความยั่งยืน ว่า ผลจากการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับทีมไทยแลนด์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจเกี่ยวกับอัตราภาษีการค้า โดยอัตราภาษีของไทยขณะนี้ใกล้เคียงประเทศคู่ค้าอื่น และยังดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย ทำให้ไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบ และไทยยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ไทยมีอัตราภาษีที่ใช้ 2 อัตรา ได้แก่ อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ 19% และอัตราภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment) ที่ 40% ซึ่งถูกกำหนดให้กับประเทศที่มีสัดส่วนการผลิตภายในประเทศน้อย ในขณะที่ไทยมีโครงสร้างการผลิตในประเทศสูง และซัพพลายเชนภายในประเทศเข้มแข็ง ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศของไทยเสียภาษีต่ำเพียง 19% ตรงข้ามกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่มีแนวโน้มโดนภาษีสูงกว่า
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า โดยความได้เปรียบนี้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่มุ่งเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (local content) และการผลิตภายในประเทศ เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญในกติกาการค้ารูปแบบใหม่
“ผลจากข้อตกลงดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานปรับประมาณการจีดีพีของไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับจาก 2.1% เป็น 2.2% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับจาก 1.8% เป็น 2.0% ทั้งนี้ ยังมีแนวโน้มที่หน่วยงานอื่นๆ จะปรับประมาณการ GDP เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยคาดว่าตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะประกาศโดยสภาพัฒน์ จะออกมาดีตามแรงส่งจากปัจจัยบวกด้านภาษี” นายเผ่าภูมิกล่าว
ด้านนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมได้ทำหนังสือถึงนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอให้ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดตลาดสินค้าสุกรจากสหรัฐและไม่มีแผนที่จะเจรจาในครั้งต่อไป หลังจากสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยไปสหรัฐในอัตรา 19% และหนึ่งในข้อเสนอของการเจรจาคือ อาจมีการเปิดตลาดสินค้าสุกรให้กับสหรัฐ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ
“สมาคมในฐานะตัวแทนผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศ จึงขอความชัดเจนเรื่องการเปิดตลาดสินค้าสุกรจากสหรัฐ เพื่อให้คำตอบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยขอให้ยืนยันว่าไม่มีการตกลงเปิดตลาดสินค้าเนื้อสุกรจากสหรัฐในช่วงการเจรจาดังกล่าว และไม่มีการรับปากใดๆ ที่จะพิจารณาในครั้งต่อๆ ไปกับการเปิดตลาดสินค้าสุกรจากสหรัฐ เพราะสุกรเป็นสินค้าอ่อนไหว ราคาขึ้นลงเร็ว เราจึงขอค้านการนำเข้าและปัจจุบันซัพพลายก็มากเกินกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศอยู่ 1-2% ถ้ามีการนำเข้าหมูสหรัฐมาอีกไม่ว่าจะแค่1-2% จะยิ่งซ้ำเติมตลาด และอาจจะทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนจากที่อื่นหากรัฐควบคุมสถานการณ์ไม่ได้” นายสิทธิพันธ์กล่าว

