หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ท่องเที่ยวไท...

‘ท่องเที่ยวไทย’ ไม่เหมือนเดิม ‘ความปลอดภัย-ศึกเขมร’ตัวแปรใหม่

4.08.25 | 12:17 น.
ท่องเที่ยวไทย

ท่องเที่ยวไทย – ภาคการท่องเที่ยวไทย ปี 2568 ทุกฝ่ายต่างประสานเสียงว่ารุนแรงเหลือเกิน หมายถึงเผชิญหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้ช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีจะมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างดี มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเดือนแรกของปีที่ 3.70 ล้านคน ขยายตัว 19.46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และในเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงเป็นบวกและยืนอยู่ในหลัก 3 ล้านคนได้ จากนั้นก็ทยอยไต่ลงเหลืออยู่ประมาณ 2.2-2.7 ล้านคนเท่านั้น

ภาพรวมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-27 กรกฎาคม 2568 ทั้งสิ้น 18,983,936 คน ติดลบ 6.18% สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 879,977 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 2,635,810 คน มาเลเซีย 2,622,672 คน อินเดีย 1,352,774 คน รัสเซีย 1,105,719 คน และเกาหลีใต้ 881,288 คน

โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนถูกมาเลเซียแซงขึ้นไปเป็นที่ 1 หลังจากมีข่าวนักแสดงจีน ซิงซิง หายตัวไปบริเวณชายแดนไทยแม้ถูกพาตัวกลับมาได้อย่างปลอดภัย และไม่ได้เป็นการเข้ามาเที่ยวไทย แต่ใช้ไทยเป็นทางผ่านในการไปทำงานที่ประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม ซึ่งกรณีนี้ทำให้ประเทศไทยถูกตั้งคำถามในสังคมออนไลน์ของจีนหนักมาก ว่ามีความปลอดภัยในการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยจริงหรือไม่

⦁วิบากกรรมเที่ยวไทย

ยังมีเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจากความหวั่นไหวเรื่องความไม่ปลอดภัยในประเทศไทย แม้จะเริ่มจืดจางลงตามกาลเวลา ขณะที่ภาครัฐเตรียมกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ เป็นมหาสงกรานต์เฟสติวัล แต่เดือนมีนาคมก่อนหน้าเพียงไม่นานก็เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นบริเวณประเทศเมียนมา แม้ห่างจากประเทศไทยแต่สัมผัสได้ถึงความสั่นไหวเป็นบริเวณกว้างทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล จนทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างถล่มพังลงมา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

Advertisement

ภาพที่เกิดขึ้นตอกย้ำภาพลักษณ์ความไม่ปลอดภัยของประเทศไทยมากขึ้น เมื่อภาพการถล่มของตึก สตง.ถูกแพร่สะพัดในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว จนเกิดคำถามตามมามากมายเป็นวงกว้าง

ผลกระทบจาก 2 เหตุการณ์แรกทำให้มหาสงกรานต์เดือนเมษายนดูเงียบเหงามากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เพราะคนไทยบางส่วนเพิ่งผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญจากแผ่นดินไหว จึงขอเดินทางกลับภูมิลำเนา ให้ครอบครัวช่วยเยียวยาหัวใจ ซึ่งปกติช่วงสงกรานต์ถือเป็นเทศกาลที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยกับครอบครัวอยู่แล้ว

ทำให้เห็นอัตราการเข้าพักช่วงสงกรานต์จากที่ควรจองกันแบบเต็มอัตรา แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นเพียง 10-15% เท่านั้น ถือเป็นการเพิ่มมาจากช่วง 1-2 สัปดาห์แรกช่วงเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ยอดจองโรงแรมที่พักเพื่อท่องเที่ยวหล่นหายไปประมาณ 10-15% เช่นกัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเพื่อกลับมาสู่จุดเดิม แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

⦁สู้รบไทย-เขมรทุบซ้ำ

สถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้นเมื่อเดินทางผ่านครึ่งปีแรกมาได้ แต่เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย เมื่อเกิดประเด็นใหม่แทรกเข้ามาระหว่างทาง จากข้อพิพาทระหว่างชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ที่มีการยั่วยุจากฝั่งทหารกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ได้ลุกลามมากกว่าเดิมเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากเหตุการณ์สู้รบกระทบต่อบรรยากาศของภาคการท่องเที่ยวไทย และทำให้สูญเสียรายได้ไปไม่มากก็น้อย

ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า จากหลายเหตุการณ์ประกอบกับปัจจัยลบยังอยู่และอาจมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทยลดลง พฤติกรรมนักท่องเที่ยวและความต้องการด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป รวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

จึงมองว่าทั้งปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยอาจหดตัว 2.8% หรือมีจำนวน 34.5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้รายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว 3% จากปี 2567 หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 1.62 ล้านล้านบาท โดยเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ขณะที่ เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า สมาคมโรงแรมไทยได้สรุปผลสำรวจโรงแรมที่ได้รับกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เบื้องต้นมีโรงแรมที่เป็นสมาชิกโรงแรมไทย จำนวน 24 แห่ง ใน 9 จังหวัด ถูกยกเลิกห้องพัก รวม 5,266 ห้อง แบ่งเป็น การยกเลิกห้องพักจากทุกสาเหตุรวมกันและการยกเลิกจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยนักท่องเที่ยวที่ยกเลิกมากที่สุดคือ นักท่องเที่ยวไทย และรองลงมาคือ นักท่องเที่ยวเอเชีย

ปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการยกเลิกการจองห้องพักคือ การที่บางประเทศเริ่มออกประกาศเตือนการเดินทาง (Travel Advisory) ไปยังพลเมืองของตนเอง ซึ่งประกาศลักษณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบเชิงจิตวิทยา แต่ยังมีผลต่อการทำประกันภัยการเดินทางที่ไม่ครอบคลุมหากเกิดกรณีอะไรขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม

รวมถึงปัญหาความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ เหตุลักพาตัวในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ในพื้นที่บางจุดของภูมิภาคอาเซียนก็ยังไม่ถูกสื่อสารอย่างชัดเจน บวกกับปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น ยิ่งส่งผลให้ความไม่มั่นใจต่อการเดินทางในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่ยังมีความระแวงเรื่องความปลอดภัยอยู่

หากแยกเป็นรายจังหวัด พบว่าจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวยกเลิกห้องพักสูงสุดคือ เชียงใหม่ 2,089 ห้อง ตามมาด้วยกรุงเทพมหานคร 1,863 ห้อง ชลบุรี 668 ห้อง ภูเก็ต 566 ห้อง นครราชสีมา 408 ห้อง พังงา 140 ห้อง สุราษฎร์ธานี 133 ห้อง ระยอง 87 ห้อง และหนองคาย 12 ห้อง

โดยตัวเลขยอดการจองใหม่ (New Booking) ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 6,835 รูมไนต์ แม้การยกเลิกห้องพักจะมีจำนวนน้อยกว่ายอดการจองใหม่ แต่จะเห็นว่ายอดการจองใหม่อยู่ในสภาวะชะลอตัว โดยจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาจะได้รับผลกระทบมากกว่าจังหวัดอื่นๆ ซึ่งเราก็หวังว่าเหตุการณ์ความไม่สงบจะคลี่คลายโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้น

⦁ต่างชาติเทเที่ยวไทย

สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ ที่ระบุว่า ขณะนี้ต้องยอมรับว่านักเที่ยวต่างชาติหดตัวลงจริงๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เพราะจากเดิมหากเทียบกับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 ระบาด จนเปิดประเทศอีกครั้งหลังโควิดคลายตัวเมื่อปี 2566 ตัวเลขตลาดต่างชาติเที่ยวไทยค่อนข้างดี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ลบเป็นระลอกๆ พอผู้ประกอบการมองว่าตลาดจีนและประเทศอื่นเริ่มกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น น่าจะดีต่อเนื่องมาเจอการปะทะไทยและกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อภาพรวมอีกครั้ง

ตลาดต่างชาติเที่ยวไทย โดยเฉพาะฐานลูกค้าหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีน ปี 2568 นี้ เชื่อว่าจะได้ประมาณ 5 ล้านคน เพราะครึ่งปีแรกได้ประมาณ 2.6 ล้านคนแล้ว เหลือครึ่งปีหลังก็น่าจะได้อีก 1 เท่าตัว หากไม่มีเหตุการณ์ลบอะไรที่มากระทบหนักมากกว่านี้

“ตัวเลข 5 ล้านคน เรามีโอกาสที่จะไปได้ แต่ตลาดจีนจะดีหรือไม่ดีต้องมาดูในไตรมาส 4 นี้ ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม โดยเฉพาะช่วงวันชาติจีน หากกระแสกลับมาดีจากการที่รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ใช้งบประมาณจากรัฐบาลมาสนับสนุนเที่ยวบินทั้งชาเตอร์ไฟลต์และแคคกูลาร์ไฟลต์เข้ามาเที่ยวไทยเพิ่ม เราจะดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาได้อีกหลักหลายแสนคน ในตลาดต่างชาติภาพรวมจึงน่าจะทำได้ประมาณ 34.5-35 ล้านคน” อดิษฐ์กล่าว

“อดิษฐ์” กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน หากถามในมุมผู้ประกอบการ ศักยภาพของเรายังมีพื้นฐานที่ดี มีความเชี่ยวชาญและมีมาตรฐานดี เพียงแต่รัฐบาลต้องมุ่งเน้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากเมืองหลักไปเมืองรอง ทำถนนหนทาง ทำระบบคมนาคม และทำมาตรการความปลอดภัยให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ โดยเฉพาะประเด็นสุดท้ายซึ่งถือเป็นคอขวดที่สำคัญที่สุด คือระบบการสื่อสาร ทำอย่างไรที่เราจะสู้ไวรัลในโลกออนไลน์ได้ โดยเฉพาะข่าวเท็จ หรือเฟคนิวส์ต่างๆ

เนื่องจากทุกวันนี้มีปัญหามากๆ คือกระแสข่าวเชิงลบในโลกออนไลน์แพร่ไปเร็วมาก แต่หลายครั้งที่เวลาเราเกิดปัญหาเชิงวิกฤตแล้ว เรามีมาตรการมาแก้ไขช้าไป ทำให้เกิดการลุกลามไปกว้างมากแล้ว ซึ่งจะมาจัดการตามหลังไม่ทันกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น รวมถึงเมื่อมีข่าวเชิงลบก็ไม่ได้กระทบกับแค่ตลาดจีนเท่านั้น แต่กระทบกับตลาดต่างชาติในภาพรวมทั้งหมดด้วย

⦁ยอดจองหาย100%

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชาจนเกิดการปะทะ ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวมถึงเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายในเบื้องต้นจากการประเมินสถานการณ์ช่วงวันที่ 25-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบหลักๆ ในส่วนของพื้นที่รอยต่อจังหวัดที่เกิดการปะทะโดยตรง ทำให้เห็นการยกเลิกจองท่องเที่ยวแบบ 100% ได้แก่ อุบลราชธานี สระแก้ว ศรีสะเกษ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและผู้ที่อยู่อาศัย

ในส่วนของจังหวัดบางจังหวัดที่ประกาศกฎอัยการศึกออกมาเพื่อความปลอดภัย มีการยกเลิกห้องพักเช่นกัน อาทิ ตราด มีการยกเลิก หรือเลื่อนการจองห้องพักทั้งหมดในพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา และการเดินทางเชื่อมต่อไปยังเกาะช้าง ยกเลิกห้องพัก 10-30% เกาะหมาก 20-30% เกาะกูด 50-60% จันทบุรี 80% บุรีรัมย์ 60-70% สุรินทร์ มีการยกเลิกห้องพักของกรุ๊ปทัวร์ 80% แต่มียอดเข้าพักจากผู้บริจาคและสื่อมวลชน 50% และมีการเลื่อนการจัดกิจกรรมแข่งขันจักรยานยนต์วิบาก Enduro Race

“ในบางพื้นที่ของจังหวัดที่เกิดการปะทะถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวมีความกังวลบ้าง จึงมีการยกเลิกจองท่องเที่ยวไปก่อน แต่สถานการณ์ตอนนี้มีการเจรจาเพื่อหยุดยิงระหว่างกันแล้ว ทำให้ก็มีการออกข่าวการหยุดยิงออกไป ทำให้นักท่องเที่ยวรับรู้ข่าวสาร เข้าใจถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศที่เกิดขึ้น และน่าจะคลายความกังวลลง จึงมองว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติได้โดยเร็วที่สุด” ฐาปนีย์กล่าว

“ฐาปนีย์” กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นสายป่านที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงไม่อยากให้มีช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ตึงเครียดลง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ดูดีขึ้นแล้ว เราต้องพยายามออกข่าวเชิงบวกไปให้เร็วขึ้นและมากที่สุด เพื่อให้เกิดการรับรู้ว่าประเทศไทยมีความปลอดภัย ทุกอย่างสงบลงแล้ว ซึ่งส่วนนี้ ททท.รวมถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีความพยายามเร่งดำเนินการเต็มที่ในส่วนของการสร้างความเข้าใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก และเดินหน้าตามแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวางไว้แล้วจนถึงสิ้นปีนี้ อาทิ ลอยกระทง หนีห่าว มันธ์ รวมถึงจัดแคมเปญสร้างความเชื่อมั่นในการเที่ยวไทยร่วมกับบุคคลมีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ด้วย

เสียงสะท้อนที่ออกมาทั้ง “ภาคเอกชนและภาครัฐ” เพื่อให้การท่องเที่ยวกลับมาเป็น “เดอะแบก” เศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง คงต้องออกแรงผลักแรงดันกันอย่างเต็มที่!