รฟท.จับมือ สทร. คมนาคม และอุตสาหกรรม
ลงนามพัฒนาระบบรางมาตรฐานสากล
สวัสดีแฟนๆ คิดเห็นแชร์ และผู้อ่านมติชนทุกท่านครับ
นโยบายของ ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดให้กระทรวงคมนาคมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบรางอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในมิติของรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายในการลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ โดยการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งของประเทศ จากการขนส่งทางถนน เป็นการขนส่งทางราง หรือที่เราเรียกกันว่า “Shift Mode”
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะพัฒนาทางรถไฟทางคู่แต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Shift Mode ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนารถจักรและล้อเลื่อนควบคู่ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์อยู่แล้ว ทำให้มีปัจจัยพื้นฐานที่พร้อมที่จะเป็นฐานการผลิตของระบบรางได้
ประกอบกับการรถไฟแห่งประเทศไทยมีประสบการณ์ในการประกอบและซ่อมบำรุงมาเป็นเวลานาน จึงมีความพร้อมที่จะผลิตและซ่อมบำรุงรถจักรและล้อเลื่อนได้ด้วยตัวเอง เมื่อมีองค์ความรู้ที่เหมาะสม
เมื่อเร็วๆ นี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม จึงได้ดำเนินงานร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล
โดยทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นจากการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางราง และการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงอุตสาหกรรม
ตามที่ทราบกันดีว่าหนึ่งในภารกิจของ รฟท. คือมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของไทยให้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมกับขยายขีดความสามารถการขนส่งทางรางให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางรางในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น สิ่งที่ รฟท.มุ่งมั่นที่จะทำให้ประสบความสำเร็จคือ พัฒนาระบบการขนส่งทางรางให้เป็นการขนส่งหลักของประเทศ ผ่านการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตรถไฟให้เป็นมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ สทร.ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเป็นผู้ประสานงานเกี่ยวกับการจัดทำร่าง MOU และภายหลังการลงนาม จะเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และ รฟท. ในการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือของ MOU
ซึ่ง MOU ที่กระทรวงคมนาคมจะลงนามร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น มีวัตถุประสงค์ที่จะบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางของประเทศไทยโดยรวม กำหนดเป้าหมายและดำเนินนโยบายให้ประเทศไทยสามารถออกแบบและผลิตรถไฟได้ด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีมาตรฐานสากล เพื่อช่วยลดต้นทุนการนำเข้ารถไฟที่มีมูลค่าสูง และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่มีมูลค่าสูงเช่นกัน
ขณะเดียวกัน MOU ดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ ให้มีโอกาสในการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตชิ้นส่วนรถไฟได้ โดยการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางรางให้มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมในภาคธุรกิจ และพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคต่อไป
โดยเป้าหมายหลักของความร่วมมือนี้ คือ การพยายามยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางราง เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง (Logistic) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ
และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะพยายามส่งเสริมให้เกิดการผลิตรถไฟภายในประเทศในหลากหลายรูปแบบ อาทิ หัวรถจักรที่มีระบบขับเคลื่อนในตัวเอง ตู้โดยสาร และตู้สินค้า ที่ได้รับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ระบบการผลิตนี้ จะสามารถช่วยสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่เราสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ และจะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่ง ในการต่อยอดไปสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถไฟมาตรฐานสากลที่สำคัญของภูมิภาค
ความร่วมมือนี้จะช่วยส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และนวัตกรรม ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีศักยภาพ สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตชิ้นส่วนรถไฟที่ได้รับมาตรฐานสากลได้
ผลลัพธ์สำคัญอีกประการหนึ่งของความร่วมมือนี้ คือ การพัฒนาบุคลากรและแรงงานในภาคขนส่ง โดยเฉพาะสถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา และ รฟท. ให้มีศักยภาพในด้านการออกแบบทางวิศวกรรม และการประกอบรถไฟต้นแบบ รวมถึงการซ่อมบำรุงรถไฟ
ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นจาก MOU ฉบับนี้ จะช่วยประเทศลดการนำเข้ารถไฟ ชิ้นส่วน และอะไหล่ และเกิดการใช้ทรัพยากรในประเทศที่มากขึ้น สร้างงาน สร้างอาชีพทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมระบบรางและซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่อง สามารถทำให้ต้นทุนค่าขนส่งของประเทศถูกลง
และสามารถพัฒนากระบวนการออกแบบและผลิตไปสู่รถไฟและระบบการขนส่งทางรางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนต่อไปครับ

