หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ภูเก็ต’ เนื้...

‘ภูเก็ต’ เนื้อหอม ‘ฮับลงทุน’ ระดับโลก ‘แสนสิริ’ เพิ่มพอร์ต 5 ปี 3.3 หมื่นล้าน

7.08.25 | 12:55 น.

‘ภูเก็ต’ เนื้อหอม ‘ฮับลงทุน’ ระดับโลก ‘แสนสิริ’ เพิ่มพอร์ต 5 ปี 3.3 หมื่นล้าน

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต จากเมื่อ 2 ปีก่อนเป็น “ทำเลทอง” มีทุนท้องถิ่น ทุนกรุงเทพฯ เข้าไปลงทุนโครงการคอนโดมิเนียม วิลล่า ล้นเกาะทะลุแสนล้านบาท วันนี้ตลาดกำลังเข้าสู่ระยะคัดกรองผู้เล่น หลังเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูง กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

“อีก 2 ปีข้างหน้า ตลาดอสังหาฯภูเก็ต จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ราคาสมเหตุสมผล และเป็นตลาดของผู้ประกอบการตัวจริง ต่างกับช่วง 2 ปีที่แล้ว ที่ทำอะไรออกมาก็ขายได้ ด้านซัพพลายปัจจุบันมีเยอะทุกพื้นที่ ฮอตสุดบางเทามีซัพพลายแนวราบและแนวสูงประมาณ 7,000 ยูนิต ขึ้นอยู่กับดีมานด์และโปรดักต์ว่าคุ้มค่า ตอบโจทย์หรือไม่ เพราะดีมานด์มีอยู่ทุกหาด” ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าว

“ภูมิชาย” กล่าวว่า ภูเก็ตมีการเติบโตสู่การเป็น “เมืองต้นแบบ” ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวระดับโลก ไลฟ์สไตล์ การลงทุน และการอยู่อาศัยรวมถึงเป็นหนึ่งจุดหมายปลายทางที่น่าจับตาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สู่การเป็น The World’s Elite Destination ขับเคลื่อน “ภูเก็ต” สู่การเป็นศูนย์กลางระดับโลก ทั้งการท่องเที่ยว บริการ และอยู่อาศัย จากความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งสนามบิน ท่าเรือยอชต์ โรงเรียนนานาชาติ ศูนย์การค้า ยังมีการยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการศึกษา การแพทย์ และสปอร์ตแอนด์เวลเนส

“ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯภูเก็ตโตก้าวกระโดด ไม่ใช่แค่บ้านพักตากอากาศ แต่รวมถึงการลงทุนที่อยู่อาศัยระยะยาว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งภูเก็ตเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งทั่วโลก ติด Top 4 ของโลก รองจากดูไบ ฟลอริดา และนิวยอร์ก ราคาที่ดินเติบโตอย่างก้าวกระโดดในรอบ 20 ปี เพิ่มขึ้นถึง 700% ยังเป็นแหล่งงาน มีประชากรอยู่อาศัย 460,800 คน ในจำนวนนี้กว่า 430,000 คน อาศัยอยู่ในเมืองและพื้นที่โดยรอบ มีต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาวกว่า 115,000 คน และมองว่าภูเก็ตเป็นเมืองน่าอยู่ในราคาที่เข้าถึงได้” ภูมิชายกล่าว

Advertisement

สำหรับแสนสิริ “ภูมิชาย” เล่าว่า ได้เข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันร่วม 14 ปีมีพัฒนาโครงการกว่า 28 โครงการ มูลค่าร่วม 3 หมื่นล้านบาท โดยเพิ่มการลงทุนทุกปี พร้อมตั้งเป้าภายใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2568-2572 จะเปิดตัว 29 โครงการ มูลค่ากว่า 33,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 12,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 13 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท วางแผนเปิดตัวปีละ 5-6 โครงการ

โดยปี 2568 มีแผนเปิดตัว 3 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ครึ่งปีแรกเปิดขายแล้ว 1 โครงการ คือ เดอะ เบส เชิงทะเล เป็นคอนโดมิเนียม มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ครึ่งปีหลังเปิด 2 โครงการ คือ เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต บ้านเดี่ยวลักชัวรี่ระดับราคา 13-20 ล้านบาท จะเปิดขายในเดือนตุลาคมนี้ และดีคอนโด กะทู้ เป็นคอนโดมิเนียมระดับราคา 1-2 ล้านบาท โดยวางเป้ายอดขายและยอดโอนอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 2,500 ล้านบาท และยังเป็นการปรับจากเป้าเดิมเมื่อต้นปี หลังโอนคอนโด ได้ก่อนกำหนดมูลค่า 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมียอดโอน 3,300 ล้านบาท และมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 8 โครงการและมีซัพพลายเหลือขายหลัก 100 ยูนิต โดยมีความมั่นใจยอดโอนภูเก็ตปีนี้จะทะลุเป้าหมาย
“ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ในช่วงไตรมาสที่ 2 เราสร้างคอนโดเสร็จก่อนกำหนด เลยทำให้ลูกค้าตัดสินใจโอนก่อนกำหนด เพราะตลาดเช่าเซ็กซี่มาก มีผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ถ้าช่วงไฮซีซั่นยีลด์จะสูงขึ้น อย่างวิลล่าเช่า 1 ปี ได้ค่าเช่าเดือนละ 2.5 แสนบาท เก็บไว้ปล่อยเช่าช่วงไฮซีซั่นจะได้เกือบเดือนละ 1 ล้านบาท ขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติที่เคยลงทุนในดูไบ เริ่มมูฟมาที่ภูเก็ต ซื้อราคา 3-6 ล้านบาทเพราะมองว่าราคาอสังหาฯภูเก็ตยังถูกกว่าดูไบหลายเท่าตัว สะท้อนว่าตลาดภูเก็ตยังแข็งแกร่ง ทำให้เราไปต่อและประกาศแผนลงทุน 5 ปี” ภูมิชายกล่าว

เมื่อเจาะลึกถึงกลุ่มลูกค้าที่มาซื้อมาเช่า “ภูมิชาย” เล่าว่า เนื่องจากประเทศไทยมีความชัดเจนทางกฎหมายในการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ และกฎหมายสมรสเท่าเทียม จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจและแรงจูงใจให้กับชาวต่างชาติอย่างกลุ่ม LGBTQIAN+ ที่มองหา “เซฟโซน” เข้ามาลงทุนซื้ออสังหาฯและวางแผนชีวิตในประเทศไทย เนื่องจากค่าครองชีพรวมถึงราคาอสังหาฯของไทยยังไม่แพง

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราเห็นการเติบโตของกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ในตลาดอสังหาฯภูเก็ต ทั้งกลุ่มนักลงทุนอสังหาฯและเรียลดีมานด์ชาวไทยและชาวต่างชาติ อย่างกลุ่มนักลงทุนชาวต่างชาติหน้าใหม่ อาทิ ชาวอิสราเอล ที่เข้ามาซื้อโครงการแสนสิริไปแล้ว 40-50 ยูนิต บางรายตัดสินใจซื้อใน 2 ชั่วโมง กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษารัสเซีย เช่น รัสเซีย, คาซัคสถาน, ยูเครน รวมถึงชาวอินเดีย กลุ่มยุโรปและชาวอเมริกัน ที่มองหาการกระจายพอร์ตการลงทุนอสังหาฯ ยังมีกลุ่มเรียลดีมานด์ชาวต่างชาติที่มีความมั่งคั่งสูง โดยลูกค้าชาวต่างชาติของแสนสิริที่ภูเก็ต ยังคงเป็นรัสเซียและจีน” ภูมิชายกล่าว

พร้อมขยายความถึงกลุ่มลูกค้าชาวไทยว่ามีทั้งกลุ่มนักลงทุนที่ไม่ใช่คนท้องถิ่น และเคยประสบความสำเร็จในการลงทุนในกรุงเทพฯ และเริ่มมองหาแหล่งลงทุนใหม่อย่างภูเก็ต ที่มียีลด์สูง รวมทั้งกลุ่มนักลงทุนที่เป็นคนภูเก็ตอย่างเถ้าแก่และเจ้าของกิจการในพื้นที่ที่มองเห็นศักยภาพและลงทุนในอสังหาฯอย่างต่อเนื่องและยังมีกลุ่มมีเรียลดีมานด์ ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของอสังหาฯภูเก็ตถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น ขณะที่ภูเก็ตจะมีคาแร็กเตอร์พิเศษ หลังวิกฤตมักจะมีนิวเอสเคิร์ฟเสมอๆ

ด้าน “สมสกุล หลิมศุทธพรรณ” รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวเสริมว่า กำลังซื้ออสังหาฯภูเก็ตแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่ โซนในเมือง มีคนไทยอยู่อาศัยประมาณ 60% และชาวต่างชาติ 40% กลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นเรียลดีมานด์ เช่น คนทำงานในพื้นที่ ชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว และคนไทยที่มองหาบ้านหลังที่สอง และโซนรอบเมือง เช่น โซนเชิงทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอยู่อาศัยมากถึง 70-80% นักลงทุนอสังหาฯคิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของผู้ซื้อในโซนนี้ เหมาะกับการลงทุนด้านบ้านพักตากอากาศ วิลล่าหรู หรือคอนโดที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ต่างชาติ

“ปัจจุบันภูเก็ตกำลังเผชิญกับตลาดอสังหาฯที่การแข่งขันสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ผู้ซื้อมีตัวเลือกหลากหลาย ดีเวลลอปเปอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ก่อนขายจนถึงบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม จะเป็นผู้ที่ยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าการลงทุนในภูเก็ตจะคุ้มค่าและปลอดภัยในสภาพตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสนสิริเราไม่ได้มาเล่นๆ” สมสกุลกล่าวทิ้งท้าย