หน้าแรก เศรษฐกิจ ดัชนีเชื่อมั่...

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค-ธุรกิจ ก.ค. 68 ดิ่งต่อกันเดือนที่ 6 พิษภาษีทรัมป์-ปะทะชายแดน-การเมืองไม่นิ่ง

7.08.25 | 12:34 น.

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค-ธุรกิจ ก.ค. 68 ดิ่งต่อกันเดือนที่ 6 พิษภาษีทรัมป์-ปะทะชายแดน-การเมืองไม่นิ่ง

นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ)เดือนกรกฎาคม 2568 ว่าดัชนีปรับลดลงจากระดับ 46.7 เป็น 45.9 โดยยังคงมีสัญญาณปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 31 เดือน

นายวชิร กล่าวว่า เนื่องจากภาคธุรกิจความกังวลต่อแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา และการตอบโต้ของประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบของนโยบายทรัมป์ รวมถึง การเมืองไม่มีเสถียรภาพหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว รวมทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย -กัมพูชา ที่ส่งผลกับประชาชน รวมถึงการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนชายแดนที่ต้องหยุดชะงัก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน กรกฎาคม 2568 ว่าดัชนีปรับตัวลดลงจากระดับ 52.7 เป็น 51.7 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 31 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง และมีปัญหาสงครามการค้า สงครามชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ปรับลดลงได้อย่างต่อเนื่อง

Advertisement

“ดัชนีทั้ง 2 รายการ ทั้งผู้บริโภค และภาคธุรกิจ ในเดือนกรกฎาคม ตกลงต่อเนื่อง และตกลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 31 เดือนทั้ง 2 รายการ เพราะทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจเอง กังวลปัญหา เสถียรภาพรัฐบาล สงครามการค้าจากนโยบาย Trump 2.0 และความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยซึมลงต่อเนื่อง แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว 2 ครั้งรวม 0.5% อยู่ที่ 1.75% แต่รู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นช้าและการเข้าถึงสินเชื่อลำบาก” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคธุรกิจนั้นดัชนีความเชื่อมั่นตกลงทุกภาคและมีค่าต่ำกว่า 50 ดังนั้น จึงเสนอให้ภาครัฐ เร่งดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ได้แก่ แผนการเจรจาต่อรองภาษีกับประเทศมหาอำนาจที่มีผลต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย และการรับมือกับการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม

รวมถึงการ ออกมาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา รวมทั้งการบริหารจัดการการค้าชายแดน , หามาตรการป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง,หามาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นที่สามารถเพิ่มยอดคำสั่งซื้อสินค้าและบริการในทุกสาขาธุรกิจ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ รวมทั้งขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคได้ รวมไปถึง ออกมาตรการส่งเสริมช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังคงเป้าการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 1.5-2% หรือค่ากลางที่ 1.7%