ตลท. ชี้หุ้นไทยเริ่มน่าสนใจ หลังภาษีสหรัฐชัดเจน ส่งออก-ท่องเที่ยวยังโต เงินทุนต่างชาติไหลเข้า
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการ และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ มองว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย มากเท่าความสามารถการประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยที่มีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งประเมินจากภาคการท่องเที่ยว ตัวเลขไม่ได้ลดลงจากปี 2567 มากนัก แต่การเติบโตอาจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เพราะตลาดนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเข้ามาเสริมเพิ่มขึ้น จากนโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐมี และความมั่งคั่งของประเทศต้นทางที่จะเข้ามาเที่ยวไทยด้วย ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพใช้จ่ายสูง เหมือนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปเป็นกรุ๊ปทัวร์ แต่ยังมีเข้ามาในกลุ่มเดินทางเอง (เอฟไอที) ที่มีกำลังใช้จ่ายสูง ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
“เศรษฐกิจในประเทศยังต้องโฟกัสอย่างใกล้ชิด เพราะพื้นฐานเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่กลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย อาจเป็นเพราะหุ้นไทยถูกกว่าที่อื่น และมีการโยกไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นจนปรับขึ้นเยอะแล้ว จึงกลับมาในหุ้นไทย แต่หากไม่แก้ปัญหาพื้นฐานที่มีอยู่ ก็ยังรีบดีใจกันไม่ได้ โดยปัญหาพื้นฐานที่ต้องเร่งแก้ไข เป็นเรื่องมูลค่าของตลาด การทำการทำกำไร อาทิ การนำเทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มระดับประสิทธิภาพในการผลิต การส่งออกที่หากส่งไปสหรัฐยากขึ้น จะมีการปรับตัวอย่างไรให้ไปถึงตลาดอื่นได้มากขึ้น จากการปรับขึ้นภาษีไทย 19% นี้” นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า ตอนนี้เราคาดหวังว่าความแน่นอนในเรื่องภาษีที่สหรัฐกำหนดให้ไทยในอัตรา 19% จะเป็นช่วยผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาคธุรกิจไทยเพื่อขยายกิจการของตัวเองมากขึ้น เพราะช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของเอกชนเหลือเพียง 20% ของจีดีพีเท่านั้น จากที่เคยมีสัดส่วนประมาณ 40% ซึ่งส่วนนี้อาจต้องอาศัยรัฐบาลในการสนับสนุนผ่านมาตรการต่างๆ ขณะเดียวกันความเสี่ยงในแต่ละด้าน อาทิ การเมืองไทยถือว่ามีการรับรู้ไปในตลาดหุ้นสักพักแล้ว ส่วนข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากยังไม่ได้เห็นผลกระทบผ่านตัวเลขแบบชัดเจน อาจมีในส่วนของการท่องเที่ยวขายแดนไทยบ้าง แต่ภาพรวมไม่ได้เยอะขนาดนั้น ถือเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลมากกว่า โดยปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตามเป็นเรื่องภาษีสหรัฐที่ยังมีความไม่แน่นอนของนโยบาย ทั้งการส่งออก และการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มเติม ซึ่งต้องติดตามผลกระทบของแต่ละบริษัทในตลาดหุ้นต่อไป
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า อัตราภาษีใหม่จากที่ได้รับจากภาษีสหรัฐ ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานสำคัญในระดับภูมิภาค ซึ่งไทยได้ภาษีที่ 19% สอดคล้องกับอีกหลายประเทศแถบเดียวกัน ส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศในระดับสูง ทำให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.2% จากประมาณการเดิมที่ 2.1% เป็นปัจจัยหลักหนุนให้หุ้นไทยเดือนกรกฎาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.0% จากเดือนก่อนหน้า โดยผู้ลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 14 วัน จาก 21 วัน ส่งผลให้มียอดซื้อสุทธิ 16,121 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อสุทธิเดือนแรกตั้งแต่เดือนกันยายน 2567
นายศรพล กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยดูมีการแข่งขันได้มากขึ้นจากความชัดเจนเรื่องภาษี และมีการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ รวมถึงมีหุ้นการบินไทยกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งถือเป็นการดึงดูดความสนใจได้เพิ่มเติม ทั้งยังมีความคืบหน้ากรณีหุ้นมอร์ ซึ่งร่วมกันเจ้าหน้าที่แถลงนำตัวผู้กระทำความผิด 28 รายส่งฟ้องก่อนศาลจะตัดสินไม่ให้ประกันตัวชั่คราว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าผู้กระทำความผิดในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ จะถูกดำเนินคดีและได้รับโทษตามกฎหมายแน่นอน จึงน่าจะมีความเชื่อมั่นจากนักลงทันมากขึ้น โดย ตลท.จะจัดงานไทยแลนด์ โฟกัส 2568 เพื่อเชื่อมโยงกับนักลงทันต่างชาติ ซึ่งมีการตอบรับจำนวน 100 กว่าบริษัทกองทุน ในหัวข้อ Beyond the Challenges รับกับความท้าทายที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ตลท.ยังคงเดินหน้าตามแผนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับหุ้นไทย อาทิ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (Jump+) ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2568 มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมได้แก่ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล [MTC] บมจ.ซันสวีท [SUN] บมจ.ซีแพนเนล [CPANEL] รวมถึงปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าร่วมโครงการราว 80 บริษัท ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการภายในเพิ่มเติม

