ไทยยูเนี่ยนลุยโมเดล ‘กุ้งคาร์บอนต่ำ’ ยกระดับสัตว์น้ำไทยครองตลาดโลก

11.08.25 | 12:30 น.

นยุคปัจจุบัน อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสู่แนวทาง ‘การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำ’ จึงไม่ใช่แค่เป็นทางเลือก แต่ต่อไปจะเป็นความจำเป็นเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมและโลกของเรา

แนวคิดหลักของ ‘การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำ’ คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยมุ่งเน้นที่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งหัวใจสำคัญของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำมีทั้งการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการจัดการฟาร์มอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำยังเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” ให้แก่สินค้าเกษตรในประเทศสู่ในเวทีโลก ปัจจุบันตลาดผู้บริโภคระดับสากล โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกาเหนือ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างยั่งยืน มีการตรวจสอบย้อนกลับได้และผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

Advertisement

ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกของโลกที่ริเริ่มขับเคลื่อนและส่งเสริมการทำฟาร์ม “กุ้งคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Shrimp) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของทั้งประเทศในฐานะผู้ผลิตกุ้งรายสำคัญของโลก และเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งโดยตรง ทั้งในด้านการลดต้นทุนการเพาะเลี้ยง และการพัฒนาคุณภาพการผลิตอย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการนำพลังงานทดแทนมาใช้ในกระบวนการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานของเกษตรกรได้ประมาณ 10% อีกด้วย

ฉะนั้น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบคาร์บอนต่ำจึงเป็นมากกว่าแค่เทรนด์ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ

ไทยยูเนี่ยนลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ

หนึ่งในเอกชนไทยที่พร้อมขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบคาร์บอนต่ำและจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต คือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้ผลิตอาหารทะเลชั้นนำของโลก ที่มีสินค้าทั้งอาหารทะเลแปรรูป และอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น 

โดย TU ประกาศเดินหน้าขยายโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้งผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และภาคการเงิน โครงการนี้ชื่อว่า โครงการ Shrimp Decarbonization Project หรือการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ (CF) จากกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งช่วยทั้งลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ (CF) ในสโคป 3 ของธุรกิจ 

รวมทั้งยังเป็นการเร่งขับเคลื่อนเป้าหมายตามกลยุทธ์ SeaChange ทั้งมิติของการส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน และบรรลุ Net Zero ตลอดทั้งซัพพลายเชนได้ภายในปี 2050 โดยไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มีเป้าหมายผลักดันการเลี้ยงกุ้งแบบคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป พร้อมฉายภาพการขับเคลื่อนและความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำผ่านเวทีเสวนา “Blue Financing and Aquaculture: Empowering the Sustainability Transition” ภายในงาน GCNT Expo 2025 ซึ่งจัดโดย UN Global Compact Network Thailand

เวทีดังกล่าวได้รวบรวมตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ และภาคการเงิน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางและกลไกในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยไปสู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติของนวัตกรรมการผลิต และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านแนวทาง Blue Finance ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายสำคัญคือการเร่งลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (CF) ในฟาร์มกุ้งและต่อยอดสู่รูปแบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง

เริ่มที่ นายยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ไทยยูเนี่ยนมีเป้าหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ผ่านหลากหลายพันธกิจ หนึ่งในนั้นคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทย 

โดยไทยยูเนี่ยนมีเป้าหมายจัดหาเงินทุนที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้ได้ 75% ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวภายในปี 2568 และเชื่อว่า Blue Finance จะเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้สร้างความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม และส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน หรือ Blue Economy

โครงการฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยนได้เริ่มเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม โดยกุ้งจากฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการมีวางจำหน่ายแล้วในตลาดสหรัฐ ภายใต้แบรนด์ Chicken of the Sea โดยความร่วมมือกับ The Nature Conservancy (TNC), Ahold Delhaize USA และ Whole Foods Market เป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นไปได้ของระบบฟาร์มที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญผ่านการปรับใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ การปรับระบบจัดการพลังงาน และการใช้วัตถุดิบที่ผลิตอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบย้อนกลับจากฟาร์มถึงผู้บริโภค เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจต่อแหล่งผลิตที่มีความรับผิดชอบ

“เราไม่ได้พูดถึงแค่การเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนนี้เกิดขึ้นได้จริง นี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะก้าวไปเป็นผู้นำ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล หรือแม้แต่นักวิจัย เพื่อให้เราสามารถต่อยอดความสำเร็จของโครงการนี้ และขยายผลไปสู่ฟาร์มกุ้งอีกนับร้อยนับพันแห่ง และเป็นต้นแบบที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกสามารถนำไปปรับใช้ได้” นายยงยุทธกล่าว

ด้าน นายภาณุ บุญทรง ผู้จัดการฝ่ายความยั่งยืนส่วนงานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เล่าว่า ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริม ‘กุ้งคาร์บอนต่ำ’ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ SeaChange ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการลดคาร์บอนในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ที่มีสัดส่วนสูงถึง 90% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด

นอกจากนี้ นายภาณุระบุ ธุรกิจกุ้งถือเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้สำคัญให้กับบริษัท แต่ในขณะเดียวกัน คาร์บอนฟุตพรินต์ (CF) จากการเลี้ยงกุ้งก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าการผลิตสัตว์ทะเลและโปรตีนจากสัตว์บกชนิดอื่นๆ การส่งเสริมการลดคาร์บอน (Decarbonization) ในฟาร์มกุ้งจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามที่ตั้งไว้ โดยตั้งเป้าลด CF จากกระบวนการเลี้ยงกุ้งลง 25-35%

แหล่งที่มาของคาร์บอนส่วนใหญ่มาจากการผลิตอาหารกุ้งและการบริหารจัดการฟาร์ม โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าเพื่อเติมอากาศในบ่อเลี้ยง TU จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าทดแทนการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้ถึง 80% ซึ่งแม้จะเป็นการลงทุนที่สูง แต่บริษัทก็มีโซลูชั่นเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น เพื่อลดทั้งต้นทุนและคาร์บอนไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ยังมีการคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบอาหารกุ้งที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อลด CF จากต้นทางให้ได้มากที่สุด

นายภาณุเชื่อมั่นว่า การผลักดันกุ้งคาร์บอนต่ำจะช่วยฟื้นคืนอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้เติบโตได้อีกครั้ง หลังจากที่ตลาดกุ้งไทยเคยลดลงกว่าครึ่งจาก 600,000 ตันต่อปี เหลือเพียง 300,000 ตันต่อปี โดยไทยจะเป็นประเทศนำร่องในการผลิตกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ภาครัฐหนุนพลิกโฉมการเลี้ยงกุ้ง

โครงการการเพาะเลี้ยงกุ้งแบบคาร์บอนต่ำไม่ใช่จะมีแต่ภาคเอกชนขับเคลื่อนเท่านั้น เพราะหน่วยงานภาครัฐก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่พร้อมจะสนับสนุนโครงการที่ดีนี้เช่นกัน 

ตัวแทนจากกรมประมง นำโดย น.ส.มนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง กล่าวว่า ประเทศไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการเงิน โดยโครงการที่สอดรับกับนโยบายระดับชาติ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในฟาร์มเกษตร ล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ

ทั้งนี้ น.ส.มนทกานติยังชี้ว่า อุปสรรคสำคัญของเกษตรกรในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนคือ ต้นทุนสูง และการขาดสภาพคล่องของเกษตรกร แต่หากมีการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตจะช่วยลดต้นทุนสำคัญในการจัดการฟาร์มลงได้ จากต้นทุนเฉลี่ยในการเลี้ยงกุ้งอยู่ที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม มาจากอาหารราว 40% และ 58% เป็นค่าพลังงาน หากมีการส่งเสริมให้นำพลังงานทางเลือก หรือพัฒนานวัตกรรมเพื่อสามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยทั้งการลดคาร์บอนและลดต้นทุนให้เกษตรกรลงได้

ก่อนหน้านี้กรมประมงได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ และให้พร้อมนำร่องโครงการมาต่อเนื่อง 

ย้อนไปในช่วงต้นปี 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เผยว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Agri-tech มาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยการนำเอานวัตกรรมต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกรมประมงได้ดำเนินโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งมีเป้าหมายในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นายบัญชาระบุว่า กรมประมงได้เริ่มต้นโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลคาร์บอนต่ำในพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัด และแบ่งออกเป็น 8 จังหวัดในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเล ได้แก่ ตราด จันทบุรี สมุทรสาคร ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และสงขลา และ 2 จังหวัดในพื้นที่น้ำจืดสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ได้แก่ กาฬสินธุ์และราชบุรี 

และใช้แนวทางพัฒนา 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 2) ระบบโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล 3) ระบบมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง สำหรับเครื่องเติมอากาศในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 4) ระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ ในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล 5) ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกับระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล และในส่วนของการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมีการพัฒนา 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) การใช้โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก (Stand Alone) 2) การใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU

ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ในการพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล  

เสียงจริงจากเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง

ด้านตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งผู้เข้าร่วมโครงการฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยน ‘นายพลชาติ เหลืองนฤมิตชัย’ เจ้าของฟาร์มกุ้งอนันตฟาร์ม ให้มุมมองจากภาคปฏิบัติจริงว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการ การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการเมื่อปีที่ผ่านมา ฟาร์มได้รับทั้งความรู้และทักษะใหม่ๆ ทำให้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การใช้อาหารกุ้งคุณภาพสูงที่ผลิตอย่างยั่งยืน ทำให้ใช้อาหารในปริมาณลดลง และยังคงรักษาคุณภาพน้ำในบ่อให้เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยง ทั้งหมดนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผลผลิตกุ้งจากฟาร์มเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และขอย้ำว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับครอบครัวและชุมชนรอบข้างด้วย

“การส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำเป็นทางออกในการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะหากไม่มีระบบการจัดการที่ดี ประกอบกับปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กุ้งอาจเกิดโรคระบาด กระทบต่อทั้งต้นทุนและรายได้ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ฟาร์มเองต้องปรับตัว” นายพลชาติเปิดมุมมองผ่านประสบการณ์

แม้เส้นทางสู่เป้าหมาย ‘คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์’ (Net Zero) จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บทเรียนจากโครงการนำร่องการเพาะเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำของไทยยูเนี่ยนชี้ชัดว่า การผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร สถาบันการเงิน นักวิจัย ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ 

คือกลไกสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง

บีม คณะโจทย์