หน้าแรก เศรษฐกิจ คลัง ถก สมาคม...

คลัง ถก สมาคมแบงก์ หาช่องให้ธนาคาร ตั้งเอเอ็มซี หนุนปล่อยกู้เพิ่ม-แก้หนี้ครัวเรือน

10.08.25 | 06:09 น.

คลัง ถก สมาคมแบงก์ หาช่องให้ธนาคาร ตั้งเอเอ็มซี หนุนปล่อยกู้เพิ่ม-แก้หนี้ครัวเรือน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ถึงการผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เพื่อดึงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เข้ามาอยู่ในกลไกการบริหารจัดการว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือสมาคมธนาคารไทย ซึ่งทุกฝ่ายให้การตอบรับในทิศทางที่ดี ร่วมถึงการหาแนวทางเพื่อให้การดำเนินการเรื่องเอเอ็มซี ครอบคลุมหนี้เสียในส่วนของนอนแบงก์ด้วย ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณากลไกดังกล่าว หากชัดเจนแล้วจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

นายลวรณกล่าวว่า ที่ผ่านมาอุปสรรคสำคัญอยู่ที่กฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่เอื้อต่อการจัดตั้งเอเอ็มซี ของแต่ละธนาคาร แต่ปัจจุบัน ธปท. ได้ผ่อนคลายหลักเกณฑ์แล้ว ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธปท. ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้นและจะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการงบดุลของตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถกลับมาปล่อยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“วันนี้ทุกฝ่ายพร้อมและมีแรงจูงใจ เราเชื่อว่าการมีเอเอ็มซีจะช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ลดแรงกดดันจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล และกลับมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่” นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับรูปแบบจะไม่ใช่การตั้งเอเอ็มซีแห่งชาติขึ้นมา แต่จะให้สถาบันการเงินที่มีความพร้อมสามารถจัดทำ เอเอ็มซี ได้เลย สำหรับธนาคารที่ไม่พร้อมตั้งเอเอ็มซีเอง โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็กหรือธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ก็สามารถเข้ามาใช้บริการ บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด หรือ ARI-AMC บริษัทลูกของธนาคารออมสินได้

Advertisement

นอกจากนี้แนวทางบริหารหนี้เสียยังครอบคลุมถึงการดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาและถูกบันทึกข้อมูลในเครดิตบูโร ซึ่งปกติจะต้องรอ 36 เดือนจึงจะลบประวัติออก แต่ในโครงการนี้ จะใช้ระบบจัดกลุ่มลูกหนี้ตามระดับความเสี่ยง และลดระยะเวลาเหลือเพียง 6 เดือน ระหว่างนี้ ธนาคารจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษาและช่วยฟื้นฟูสถานะการเงิน หากประเมินแล้วว่าลูกหนี้ยังมีศักยภาพ ก็สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ทันที

นายลวรณ กล่าวว่า จะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนมากขึ้นในเดือนสิงหาคม 2568 และเชื่อว่า นโยบายนี้จะช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อธนาคารไม่กังวลภาระเอ็นพีแอล ก็จะสามารถบริหารงบดุลได้คล่องตัวและกลับมาทำหน้าที่เป็นกลไกหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจได้เต็มที่