หน้าแรก เศรษฐกิจ อนุสรณ์ ชี้ ภ...

อนุสรณ์ ชี้ ภาษีทรัมป์กลุ่ม BRICS สูงกว่าอาเซียน เพิ่มโอกาสส่งออกไทย-อาเซียน ดันจีดีพีเกิน 2%

10.08.25 | 17:12 น.
REUTERS/Kevin Lamarque

อนุสรณ์ ชี้ ภาษีทรัมป์กลุ่ม BRICS สูงกว่าอาเซียน เพิ่มโอกาสส่งออกไทย-อาเซียน ดันจีดีพีเกิน 2% เปิดใบอนุญาตทำงานให้ผู้ลี้ภัยค่ายอพยพแก้ขาดแคลนแรงงาน

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บอัตราภาษีศุลกากรประเทศต่างๆแตกต่างกันส่งผลต่อรูปแบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกันมากระหว่างกลุ่ม BRICS และกลุ่มอาเซียน การแข่งขันระหว่างสินค้าส่งออกในกลุ่ม BRICS และอาเซียนในตลาดสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ สินค้าส่งออกบางประเภทสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่บางประเทศได้โอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดใหม่ อัตราภาษีทรัมป์ที่เรียกเก็บจากกลุ่ม BRICS สูงกว่าอาเซียนค่อนข้างมาก เป็นการสร้างโอกาสสินค้าส่งออกของไทยและอาเซียนที่ต้องแข่งขันกับกลุ่ม BRICS การส่งออกอาจขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม นอกจากนี้ ยังจะทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากประเทศ BRICS มายังไทยและอาเซียนมากขึ้นหากส่วนต่างของอัตราภาษีศุลากรของสองกลุ่มประเทศนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้สูงกว่า 2% ได้ ภายใต้นโยบาย Liberation Tariffs และบทลงโทษเพิ่มเติมของสหรัฐฯ กลุ่ม BRICS ต้องเผชิญภาษีสูงมาก โดยเฉพาะ จีน (55%) และ อินเดีย–บราซิล (50%) ส่งผลกระทบหนักต่อสินค้าหลัก เช่น สินค้าเกษตร สิ่งทอ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เครื่องจักร เป็นต้น ขณะที่ แอฟริกาใต้ ถูกเก็บในระดับปานกลาง (30%) และ รัสเซีย ถูกจำกัดการค้าเกือบทั้งหมดจากมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ความสามารถแข่งขันของ BRICS ในตลาดสหรัฐฯ ลดลงอย่างชัดเจน กลุ่ม ASEAN ส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการเจรจาลดภาษีภายใต้นโยบาย Trump Tariffs โดย ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ถูกปรับลดเหลือเพียง 19% จากเดิมที่สูงกว่าระดับนี้มาก ขณะที่ เวียดนาม ยังคงถูกเก็บสูงกว่าที่ 20% ส่วน สิงคโปร์ อยู่ในระดับต่ำสุดที่ 10% และ ลาว–เมียนมา ยังถูกเก็บสูงถึง 40–50% การลดภาษีนี้ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันของ ASEAN ในฐานะฐานการผลิต China Plus One แทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ของ DEIIT พบว่า ไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และมาเลเซีย มีศักยภาพเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยางและผลิตภัณฑ์ยางในสหรัฐฯ หลัง BRICS ถูกเก็บภาษีสูง โดยไทย–อินโดนีเซียเด่นในยางธรรมชาติและยางรถยนต์, เวียดนามได้เปรียบในยางจักรยาน, สิงคโปร์–ไทย–มาเลเซียแข่งขันได้ดีในยางสังเคราะห์, และไทย–มาเลเซียเด่นในผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรม ทั้งนี้ความได้เปรียบเกิดจากต้นทุนแข่งขันต่ำกว่าและอัตราภาษีสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งใน BRICS อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ไทย และบางประเทศ ASEAN ได้เปรียบอย่างชัดเจนในตลาดยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ หลัง BRICS โดยเฉพาะ จีน และ อินเดีย ถูกเก็บภาษีสูง 50–55% ทำให้คำสั่งซื้อรถกระบะ, รถยนต์อเนกประสงค์ดัดแปลงจากรถกะบะ, รถบรรทุก และชิ้นส่วนสำคัญมีแนวโน้มย้ายมาที่ไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนาม ขณะที่ไทยครองความได้เปรียบในรถกระบะและยางรถยนต์, มาเลเซียเด่นในอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และเวียดนามเสริมในสายไฟและยางมอเตอร์ไซค์ ส่งผลให้ ASEAN มีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดแทน BRICS อย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ จีน และ อินเดีย ถูกเก็บภาษีสูงถึง 50–55% ภายใต้ Trump Tariffs ทำให้คำสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมีแนวโน้มย้ายมายังกลุ่มอาเซียนมากขึ้นและอาจมีการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ ASEAN มากขึ้นในอนาคต โดยเวียดนามโดดเด่นในสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยแข็งแกร่งในชิ้นส่วนและเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ส่วนมาเลเซียและฟิลิปปินส์มีโอกาสขยายงานในสายเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า ทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ โดย ดร.ภัทรพงศ์ มาลาวัลย์ นักวิจัย DEIIT เปรียบเทียบอัตราภาษีระหว่างกลุ่ม BRICS กับ อาเซียน และวิเคราะห์ประเภทสินค้าส่งออกพร้อมมูลค่าเพื่อประเมินแนวโน้มการปรับตัวในตลาดสหรัฐฯ

ตารางที่ 1: ผลกระทบจาก Liberation Tariffs + การพึ่งพาสหรัฐฯ (BRICS)

Advertisement

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 2 ชี้ให้เห็นว่า กลุ่ม ASEAN ส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากการเจรจาลดภาษีภายใต้นโยบาย Trump Tariffs โดย ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ถูกปรับลดเหลือเพียง 19% จากเดิมที่สูงกว่า ขณะที่ เวียดนาม ยังคงถูกเก็บสูงกว่าที่ 20% ส่วน สิงคโปร์ อยู่ในระดับต่ำสุดที่ 10% และ ลาว–เมียนมา ยังถูกเก็บสูงถึง 40–50% การลดภาษีนี้ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันของ ASEAN ในฐานะฐานการผลิต China Plus One แทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ

ตารางที่ 2: ผลกระทบ China Plus One + ภาษีทรัมป์ + การพึ่งพาสหรัฐฯ (ASEAN)

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ตารางที่ 3 สะท้อนว่า ในสินค้าส่งออกที่ BRICS และ ASEAN แข่งขันกันในตลาดสหรัฐฯ กลุ่มที่มีมูลค่า China Plus One สูงอย่าง เวียดนาม เสี่ยงเสียส่วนแบ่งราว 25% จากการถูกจับตาเรื่อง transshipment แม้ภาษีอยู่ที่ 20% ส่วน ไทยและหลายชาติ ASEAN ภาษี 19% ยังได้เปรียบ แต่หากถูกจัดว่าเป็นการส่งต่อสินค้าจีนก็มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ สิงคโปร์ ภาษีต่ำสุด 10% ได้เปรียบเชิงต้นทุนแม้ไม่ใช่ฐานผลิตหลัก และ กัมพูชา แม้เป็นศูนย์กลางสิ่งทอ (GFT hub) ก็อาจถูกแทนที่โดยประเทศอื่นใน ASEAN

ตารางที่ 3: สินค้าส่งออกที่ทับซ้อน / เป็นคู่แข่งระหว่าง BRICS และ ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 4 ชี้ให้เห็นว่า BRICS และ ASEAN มีการแข่งขันโดยตรงในหลายกลุ่มสินค้าหลักในตลาดสหรัฐฯ โดย จีนและอินเดีย แข่งขันกับ เวียดนาม–มาเลเซีย–ไทย ในอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง, อินเดีย–จีน ปะทะ เวียดนาม–กัมพูชา ในสิ่งทอ, จีน–อินเดีย–บราซิล แข่งกับ ไทย–อินโดนีเซีย ในยานยนต์, และ บราซิล–จีน แข่งขันกับ เวียดนาม–ไทย ในเกษตร ขณะที่กลุ่มยางและเครื่องจักร ASEAN ได้เปรียบจากภาษีต่ำกว่าและคุณภาพการผลิตที่สูงกว่า ทำให้มีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในช่วงที่ BRICS ถูกเก็บภาษีสูง

ตารางที่ 4: สินค้าส่งออกที่ทับซ้อน / เป็นคู่แข่งระหว่าง BRICS และ ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 5 ชี้ว่ากลุ่ม ASEAN โดยเฉพาะเวียดนาม, ไทย, และมาเลเซีย ได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างชัดเจนในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ตารางที่ 5: การแข่งขันสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ BRICS vs ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ


แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 6 แสดงให้เห็นว่า เวียดนาม และ กัมพูชา ได้เปรียบสูงสุดในตลาดสิ่งทอสหรัฐฯ หลัง BRICS ถูกเก็บภาษี 50–55% โดยเวียดนามเด่นด้านคุณภาพและฐานผลิตของแบรนด์ระดับโลก ส่วนกัมพูชามีต้นทุนแรงงานต่ำและพึ่งพาสหรัฐฯ สูง ขณะที่ ไทย และ อินโดนีเซีย ได้โอกาสเพิ่มการส่งออกในผ้าและรองเท้า โดยเฉพาะสินค้าเฉพาะทางและระดับกลาง–สูง ทำให้คำสั่งซื้อมีแนวโน้มไหลออกจากจีนและอินเดียเข้าสู่ ASEAN อย่างชัดเจน

ตารางที่ 6: การแข่งขันสินค้าสิ่งทอ BRICS vs ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ตารางที่ 7 ชี้ว่า ไทย และบางประเทศ ASEAN ได้เปรียบอย่างชัดเจนในตลาดยานยนต์และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ หลัง BRICS โดยเฉพาะ จีน และ อินเดีย ถูกเก็บภาษีสูง 50–55% ทำให้คำสั่งซื้อรถกระบะ, PPV, รถบรรทุก และชิ้นส่วนสำคัญมีแนวโน้มย้ายมาที่ไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนาม ขณะที่ไทยครองความได้เปรียบในรถกระบะและยางรถยนต์, มาเลเซียเด่นในอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ และเวียดนามเสริมในสายไฟและยางมอเตอร์ไซค์ ส่งผลให้ ASEAN มีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดแทน BRICS อย่างเห็นได้ชัด

ตารางที่ 7: การแข่งขันสินค้า ยานยนต์และชิ้นส่วน BRICS vs ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 8 ชี้ว่า ASEAN โดยเฉพาะเวียดนาม, ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรในสหรัฐฯ หลัง BRICS ถูกเก็บภาษีสูง โดยเวียดนาม–อินโดนีเซียได้เปรียบในกาแฟ, ไทย–อินโดนีเซียครองตลาดยางพารา, ไทย–เวียดนามได้ประโยชน์จากข้าวคุณภาพสูง, ส่วนไทย–เวียดนาม–ฟิลิปปินส์เด่นในผลไม้เมืองร้อน ขณะที่น้ำตาลไทย–ฟิลิปปินส์มีโอกาสเพิ่มการส่งออก ข้อได้เปรียบนี้เกิดจากต้นทุนแข่งขันที่ดีและอัตราภาษีต่ำกว่า BRICS อย่างชัดเจน

ตารางที่ 8: การแข่งขันสินค้า เกษตร BRICS vs ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ


แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 9 ชี้ว่า ไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และมาเลเซีย มีศักยภาพเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยางและผลิตภัณฑ์ยางในสหรัฐฯ หลัง BRICS ถูกเก็บภาษีสูง

ตารางที่ 9: การแข่งขันสินค้า ยางและผลิตภัณฑ์ยาง BRICS vs ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ

แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ตารางที่ 10 ชี้ว่า ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์ และเวียดนาม ได้โอกาสขยายตลาดเครื่องจักรกลและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ หลัง BRICS ถูกเก็บภาษีสูง โดยไทย–มาเลเซียเด่นในเครื่องจักรอุตสาหกรรมทั่วไป, แปรรูปอาหาร และชิ้นส่วนเครื่องจักร, เวียดนามแข็งในเครื่องจักรกลการเกษตร, ขณะที่สิงคโปร์ได้เปรียบในชิ้นส่วนความแม่นยำสูงและปั๊ม/คอมเพรสเซอร์ ทั้งนี้ความได้เปรียบมาจากโครงสร้างภาษีต่ำกว่า BRICS และความสามารถด้านคุณภาพ-เทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ต้องการ

ตารางที่ 10: การแข่งขันสินค้า เครื่องจักรกลและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม BRICS vs ASEAN ในตลาดสหรัฐฯ


แหล่งที่มา: วิเคราะห์และเรียบเรียงโดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้กล่าวถึง สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานชั่วคราวจากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ สามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ใบอนุญาตทำงานกับผู้ลี้ภัยตามค่ายอพยพต่างๆในไทย นอกจากเป็นการบรรเทาภาวะขาดแคลนแรงงานแล้ว ยังช่วยลดภาระงบประมาณของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยจะยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนในระยะยาวจากสังคมสูงวัย จึงต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิตให้มีใช้เทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น พึ่งพาแรงงานน้อยลง รวมทั้งการขยายอายุเกษียณทั้งระบบ การประชุม กนง ในวันที่ 13 ส.ค. นี้ กนง ควรพิจารณาลดดอกเบี้ยและผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติม เนื่องจาก เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำมากอย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาแรงกดดันเงินเฟ้อและปัญหาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนยังอ่อนแอ สินเชื่อชะลอตัว จำเป็นต้องกระตุ้นอุปสงค์ภายใน เพื่อประคับประคองไม่ให้เศรษฐกิจซบเซา