เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ประเทศไทยโล่งใจ เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยในอัตรา 19%
ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมไทยแลนด์ นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่แม้จะเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ผลงานเป็นที่ประจักษ์
นับจากนี้ จึงเป็นขั้นตอนในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะข้อเสนอของไทยในสินค้าแต่ละรายการ ทั้งการภาษีเหลือ 0% การซื้อสินค้าจากสหรัฐ รวมทั้งแผนเยียวยาต่อผู้ผลิตไทย โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างประสานทุกหน่วยงานเสนอแนวทางบรรเทาผลกระทบ และเสนอกลับมายังกระทรวงการคลังภายในเดือนสิงหาคมนี้
จากนั้นจะเสนอมาตรการทั้งหมดต่อคณะกรรมการกลั่นกรองกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณให้ทันภายในเดือนกันยายน 2568
โดยปัจจุบันรัฐบาลมีงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ 2.4 หมื่นล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจกรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท และงบประมาณปี 2569 อีก 2.5 หมื่นล้านบาท
⦁นักลงทุนขานรับภาษีทรัมป์19%
ฟากการลงทุนของไทย นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่างมองว่าภาษี 19% คือข่าวดีเช่นกัน
โดย นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ข้อมูลว่า การที่สหรัฐอเมริกาประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทย 19% ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมาก ให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มีบุคลากรที่มีคุณภาพ
บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในระยะยาว
นฤตม์ระบุ ที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ
แม้ 19% จะเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ก็มีบางฝ่ายกังวลว่า การที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีที่ 19% มากกว่าญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ซึ่งถูกเรียกเก็บ 15% จะมีผลต่อการย้ายหรือขยายฐานการผลิต
เรื่องนี้ นฤตม์ให้มุมมองว่า การลงทุนเป็นการวางแผนระยะยาว อัตราภาษีเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัย ที่ผู้ประกอบการใช้พิจารณาในการเลือกแหล่งลงทุน
ทั้งนี้ ในแง่ภาษีแม้จะมีส่วนต่าง 4% แต่ต้นทุนการผลิตโดยรวมในญี่ปุ่นและเกาหลียังสูงกว่าไทยมาก ขณะที่ฐานการผลิตของญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความแข็งแกร่งสูง นักลงทุนญี่ปุ่นยังมองไทยเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดทั่วโลก ไม่ใช่เพียงตลาดสหรัฐเท่านั้น
⦁ชู5จุดแข็งดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก
นฤตม์ยังระบุว่า ประเทศไทยยังมี 5 จุดแข็งหลัก ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ได้แก่
1.โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
2.ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์
3.บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คนภายใน 5 ปี (2567-2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวก ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน
4.มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ทั้งสิทธิประโยชน์จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, มาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)
5.โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก ไทยมีศักยภาพเชื่อมต่อกับตลาดภูมิภาค มีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ และมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ และอยู่ระหว่างเจรจาหลายประเทศ
⦁คำขอลงทุนครึ่งปีแรกทำสถิติใหม่ทะลุ1ล้านล.
จุดแข็งดังกล่าวได้ส่งผลให้คำขอส่งเสริมการลงทุนไทยครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตแม้ช่วงนั้นภาษีสหรัฐยังปั่นป่วน
โดยนฤตม์กางตัวเลขการลงทุนในไทยในปี 2568 ระบุ ยังเติบโตสูง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านจำนวนโครงการและเงินลงทุน
ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล 522,577 ล้านบาท(89 โครงการ) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) ยานยนต์และชิ้นส่วน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) เกษตรและแปรรูปอาหาร 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 26,726 ล้านบาท (161 โครงการ) การแพทย์ 18,582 ล้านบาท (68 โครงการ) และการท่องเที่ยว 12,894 ล้านบาท (17 โครงการ) ตามลำดับ
นอกจากนี้ หากพิจารณาลงรายละเอียดสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พบว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้น 59% เงินลงทุนรวม 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132% ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 246,977 ล้านบาท ฮ่องกง 218,638 ล้านบาท จีน 102,263 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 93,726 ล้านบาท และญี่ปุ่น 49,819 ล้านบาทตามลำดับ
ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมใหม่เช่น AI และ IoT ทั้งในประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน
นฤตม์ให้มุมมองต่อตัวเลขลงทุนที่เติบโตว่า สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
โดยนักลงทุนเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี คือ ไทย เพราะมีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย
“ตัวเลขลงทุนสะท้อนว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และหลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว” นฤตม์เน้นย้ำ
⦁ออกมาตรการชุดใหญ่สู้เทรดวอร์
นอกจากนี้ บีโอไอยังออกมาตรการชุดใหญ่เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือสงครามการค้าโลก
โดยนฤตม์ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ออกมาตรการชุดใหญ่ภายใต้ชื่อว่า “มาตรการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เพื่อรองรับโลกยุคใหม่” เพื่อตอบโจทย์ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้าง Supply Chain ในประเทศให้แข็งแกร่ง พร้อมรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และ 2.ลดความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐอเมริกา และจัดระเบียบการลงทุนในบางสาขา เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลในการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม โดยมี 5 มาตรการย่อย ดังนี้
มาตรการที่ 1 มาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กำหนดสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับ SMEs ไทยที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เช่น การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย จากเดิมยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี ในวงเงินร้อยละ 50 ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ปรับเพิ่มขึ้นเป็นยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี ในวงเงินร้อยละ 100 ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
มาตรการที่ 2 มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทจะต้องได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด รถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV ร้อยละ 45 ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ร้อยละ 15 และเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้อยละ 40 โดยจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 50 เพิ่มเติมอีก 2 ปี จากเกณฑ์ปกติ
มาตรการที่ 3 การเพิ่มความเข้มข้นในการพิจารณากระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ สำหรับบางกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ และอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าของสหรัฐ เช่น กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า เป็นต้น ต้องมีกระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ มีการแปรสภาพวัตถุดิบหลักเป็นผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอ
มาตรการที่ 4 การจัดระเบียบการลงทุนในบางสาขา เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ และรักษาสมดุลในการแข่งขันทางธุรกิจให้เหมาะสม ดังนี้ 1.กิจการที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูง และมีความเสี่ยงต่อมาตรการการค้าของสหรัฐ โดยยกเลิกการส่งเสริมผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ กำหนดหุ้นไทยข้างมากในกิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์ กระเป๋า และสิ่งพิมพ์ 2.กิจการที่มีปริมาณผลิตเกินความต้องการ ยกเลิกการส่งเสริมผลิตเหล็กขั้นปลาย 3.กิจการที่มีความเสี่ยงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ เคมีภัณฑ์ พลาสติก งดให้สิทธิถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการ เพื่อให้กิจการเหล่านี้ต้องไปตั้งในนิคมอุตสาหกรรมและได้รับการกำกับดูแลที่รัดกุมมากขึ้น
มาตรการที่ 5 การปรับปรุงเงื่อนไขการจ้างงานบุคลากรต่างชาติ เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานในประเทศ และกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ บีโอไอกำลังเตรียมเสนอมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขึ้นภาษีของสหรัฐในเร็วๆ นี้
⦁นักวิชาการแนะโครงสร้างเศรษฐกิจ
ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้มุมมองต่อการลงทุนไทยภายใต้ภาษีสหรัฐ 19% ว่า มูลค่าการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สูงกว่าระดับเฉลี่ยในรอบหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านภาษีจากต่างประเทศ
โดยหนึ่งในปัจจัยบวกที่ส่งเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน คือ ข้อตกลงภาษีนำเข้า 19% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับ “ปานกลาง” เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่อัตราสูงกว่านี้มาก ทำให้ไทยยังคงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถรักษาฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดสหรัฐได้ต่อไป
สมชายชี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเปิดโอกาสสำคัญในการเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล คลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ที่ไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความเข้มข้นสูงและต้องเผชิญกับคู่แข่งจากประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า ดังนั้นรัฐบาลไทยควรมีมาตรการสนับสนุนด้านประสิทธิภาพและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รัฐบาลควรมองปัจจัยความไม่แน่นอนในระดับโลก เช่น ภาษีนำเข้า สงครามการค้า หรือภูมิรัฐศาสตร์ ให้เป็นแรงกระตุ้นในการ“ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับจุดแข็งดั้งเดิมของไทย เช่น เกษตร อาหาร และการท่องเที่ยวผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มอย่างครบวงจร
“ท้ายที่สุด ไทยควรกระจายตลาดการค้าและการลงทุนไปยังภูมิภาคใหม่ๆ เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เพื่อไม่ให้พึ่งพาตลาดเดิมมากเกินไป ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” สมชายทิ้งท้าย
จบปี 2568 ลงทุนไทยจะมีคำขอจบที่เท่าไหร่ รอลุ้นกัน!!

