
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไปหากแต่กลายเป็นภารกิจระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของประเทศ สำหรับประเทศไทย เป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่าร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ.2580 และการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050 (พ.ศ.2593) นั้น เป็นโจทย์ที่ท้าทายและต้องการพลังงานหมุนเวียนหลากหลายรูปแบบมาร่วมกันขับเคลื่อน โดยไม่อาจพึ่งพาเพียงพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมได้แต่เพียงอย่างเดียว
แม้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมจะมีต้นทุนลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และสามารถขยายการติดตั้งได้รวดเร็ว แต่กลับเป็นพลังงานที่มีความผันผวนสูง อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ และไม่สามารถผลิตพลังงานได้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้งานเสมอ จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม พลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถควบคุมการผลิตได้ หรือ Variable Renewable Energy (VRE) ความท้าทายที่สำคัญของระบบไฟฟ้าคือการจัดการกับความไม่แน่นอนของ VRE เหล่านี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบในทุกช่วงเวลา และนั่นทำให้การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนประเภทที่สามารถควบคุมการผลิตได้ หรือ Dispatchable Renewable Energy เข้ามาเสริมระบบ ถือเป็นทางออกที่ไม่อาจมองข้าม
หนึ่งในพลังงานที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความยืดหยุ่น และสอดคล้องกับบริบททรัพยากรของไทยอย่างชัดเจนคือ “ก๊าซชีวภาพ” ด้วยกระบวนการผลิตจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุโดยจุลินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ ทำให้ได้ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งเป็นก๊าซเชื้อเพลิงชนิดเดียวกับก๊าซธรรมชาติ หากได้รับการปรับปรุงคุณภาพ เช่น การกำจัดไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ที่เป็นสารกัดกร่อนออกไป ก็สามารถนำมาใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีต้นทุนสูงและประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูงได้โดยตรง
ก๊าซชีวภาพมีความโดดเด่นตรงที่สามารถกักเก็บไว้ในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน และนำออกมาใช้เมื่อมีความต้องการพลังงานในระบบสูง อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้หลากหลายทั้งในภาคผลิตไฟฟ้า ภาคความร้อน และภาคขนส่ง นอกจากนี้ยังสามารถแปรรูปให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ เช่น การอัดเป็นก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) สำหรับใช้ในยานยนต์ หรือการแปรสภาพเป็นไบโอมีเทนเหลว (LBM) สำหรับขนส่งระยะไกลและเก็บสำรองในปริมาณมาก
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งเสริมการใช้ก๊าซชีวภาพในหลายระดับ ตั้งแต่ระบบในครัวเรือน ฟาร์มสุกรขนาดเล็ก จนถึงโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตปาล์มน้ำมัน โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานเอทานอล โรงงานยางพารา และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารต่างๆ โดยเฉพาะหลังปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา ภาครัฐได้มีการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพผ่านนโยบาย Feed-in Tariff ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงงานสามารถนำก๊าซชีวภาพส่วนเกินที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาแปลงเป็นไฟฟ้าเพื่อขายคืนเข้าสู่ระบบ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการพัฒนาโครงการนำร่องเพื่อแสดงศักยภาพของก๊าซชีวภาพในรูปแบบอื่น เช่น การผลิตCBG เพื่อทดแทน NGV ในรถขนส่ง และการพัฒนา LBM เพื่อรองรับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกลระบบท่อก๊าซฯปัจจุบันมีโรงงานหลายแห่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เริ่มนำก๊าซชีวภาพเข้าสู่ระบบในเชิงพาณิชย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น
ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่าประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการผลิตก๊าซชีวภาพเหลืออยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะจากน้ำเสียในอุตสาหกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ คิดเป็นพลังงานรวมมากกว่า 1,300 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) อีกทั้งยังสามารถเพิ่มศักยภาพได้จากการปลูกพืชพลังงานอย่างหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่กว่า 2.9 ล้านไร่ ซึ่งอาจผลิตพลังงานความร้อนได้สูงถึง 4,600 ktoe หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม ศักยภาพเหล่านี้ไม่เพียงลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล แต่ยังสามารถเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและหมุนเวียนเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาก๊าซชีวภาพไม่ควรจำกัดบทบาทอยู่เพียงการผลิตพลังงานทดแทนเพียงอย่างเดียว แต่ควรถูกยกระดับเป็นกลไกสนับสนุนระบบพลังงานสะอาดทั้งระบบ โดยเฉพาะในการเติมเต็มข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนแบบ VRE ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ก๊าซชีวภาพในฐานะพลังงานที่กักเก็บได้ และสามารถจ่ายโหลดในเวลาที่ระบบต้องการ จึงเป็นส่วนเสริมที่ทำให้ VRE สามารถเข้าสู่ระบบไฟฟ้าได้มากขึ้น โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของโครงข่าย รวมถึงการนำก๊าซชีวภาพไปผลิตพลังงานรูปแบบอื่นที่มีทางเลือกจำกัด โดยมีมูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงสุด
ทั้งนี้ รายงานของ Goldman Sachs (2024) ชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1 ตัน ในขณะที่เทคโนโลยีลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง อาจมีต้นทุนสูงถึง 800 ดอลลาร์ต่อตัน หากประเทศไทยมีการบังคับใช้กลไกภาษีคาร์บอนในอนาคต การใช้ก๊าซชีวภาพในภาคอุตสาหกรรมและขนส่งจึงเป็นโอกาสสำคัญในการลดต้นทุนภาษีในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในภาคอุตสาหกรรม มีความต้องการสูงในการเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมหลายแห่งยังไม่สามารถใช้ชีวมวลได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และความสอดคล้องกับกระบวนการผลิต ในขณะที่การเปลี่ยนไปใช้ไฮโดรเจนยังมีต้นทุนสูงและเทคโนโลยีไม่มีความพร้อม การนำ CBG มาใช้ทดแทนจึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับข้อจำกัดทางเทคนิคและเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง
สำหรับภาคขนส่ง โดยเฉพาะในกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่หรือรถโดยสารสาธารณะ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดด้านระยะทางและภาระของน้ำหนักแบตเตอรี่ ก๊าซชีวภาพจึงเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงที่สามารถใช้งานได้ทันที และมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับใช้กับระบบเดิม
ที่สำคัญคือ ก๊าซชีวภาพส่วนใหญ่สามารถกักเก็บไว้ในบ่อหมักได้หลายวัน ทำให้สามารถทำหน้าที่เป็นระบบกักเก็บพลังงานโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วน VRE สูง และต้องการสำรองพลังงานมากกว่า 4 ชั่วโมง การพึ่งพาแบตเตอรี่ลิเทียมจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก๊าซชีวภาพซึ่งกักเก็บได้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงสามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างประหยัดและยั่งยืน
ก๊าซชีวภาพจึงไม่ได้เป็นเพียงพลังงานหมุนเวียนทางเลือก แต่เป็นกลไกสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนระบบพลังงานของประเทศให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของ VRE ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ความมั่นคง ระบบกักเก็บ และการเข้าถึงในระดับชุมชน หากมีการออกแบบนโยบายที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมกับมาตรการสนับสนุนทางการเงินและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ก๊าซชีวภาพจะไม่เพียงแต่ช่วยลดคาร์บอน แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำ
และเสริมความยืดหยุ่นให้กับระบบพลังงานแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง!!

