หน้าแรก เศรษฐกิจ ชายแดนป่วน &#...

ชายแดนป่วน ‘ธุรกิจไทย’ ปรับแผน แก้เกมตลาดกัมพูชา ชะลอลงทุน เล็งเป้าใหม่ ฟิลิปปินส์ อินเดีย มาเลย์

12.08.25 | 19:40 น.

ชายแดนป่วน ‘ธุรกิจไทย’ ปรับแผน แก้เกมตลาดกัมพูชา ชะลอลงทุน เล็งเป้าใหม่ ฟิลิปปินส์ อินเดีย มาเลย์

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม นายสมมาต ขุนเศษฐ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และรองประธานกรรมการ บริษัท บางกอกแอธเลติก จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้าแพน กล่าวว่า หลังจากเกิดปมข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อบริษัทบ้างในส่วนของแรงงานกัมพูชาที่ทำงานในโรงงานที่เดินทางกลับประเทศไป จากเดิมมีประมาณ 200 คน ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 10% บริษัทแก้ปัญหาโดยหาแรงงานคนไทยมาทำงานแทน และติดต่อขอเพิ่มแรงงานจากเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ถ้าหากยังไม่พอจะเพิ่มการทำโอทีเป็นการชั่วคราว

“รองเท้าแพน” เล็งฟิลิปปินส์-อินเดียแทนเขมร

นายสมมาตกล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทได้ชะลอแผนการเข้าไปทำตลาดรองเท้าที่ประเทศกัมพูชาออกไปก่อน ไม่ได้เร่งรีบ เนื่องจากยังเป็นตลาดที่กำลังซื้อยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างเวียดนาม เมียนมา และมาเลเซียที่บริษัททำตลาดอยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาตลาดประเทศฟิลิปปินส์และอินเดียเพิ่ม พร้อมเร่งทำตลาดประเทศมาเลเซียและเมียนมามากขึ้น

“ตลาดกัมพูชาเรามองว่าจะเข้าไปทำตลาดมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้เป็นประเทศในอันดับต้นๆ เพราะกำลังซื้อยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ และเมื่อเกิดเหตุปะทะกันขึ้น เราเลยชะลอแผนไว้ก่อน ถ้าเหตุการณ์สงบหรือดีขึ้น คงนำกลับมาพิจารณากันใหม่ ตอนนี้เราก็ต้องมองเรื่องอธิปไตยและประเทศชาติเป็นหลัก ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง” นายสมมาตกล่าว

โอดกำลังซื้อในประเทศ-ส่งออกวูบ

นายสมมาตกล่าวว่า ปัจจุบันยอดขายของบริษัทกว่า 80% เป็นตลาดในประเทศ และที่เหลือเป็นตลาดส่งออกไปยังอาเซียน ใน 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซียและเมียนมา โดยภาพรวมยอดขายปีนี้มีการเติบโตลดลงกว่า10% ทั้งตลาดในประเทศที่กำลังซื้อหดตัวไม่น้อยกว่า 10% โดยเฉพาะกลุ่มระดับกลาง-ล่าง เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่วนตลาดส่งออกลดลงค่อนข้างมากจากเดิมเคยมีสัดส่วน 20% เหลือไม่ถึง 10% โดยตลาดแต่ละประเทศมีปัญหาไม่เหมือนกัน อย่างเมียนมามีเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ส่วนเวียดนามมีความผันผวนด้านเศรษฐกิจขณะที่มาเลเซียเป็นเรื่องของตัวแทนจำหน่าย

“โกลบอลเฮ้าส์” ยังไม่มีแผนลงทุนเพิ่ม

นายวิทูร สุริยวนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โกลบอลเฮ้าส์มีสาขาที่ประเทศกัมพูชาจำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาพนมเปญกับสาขาพระตะบอง ปัจจุบันสร้างรายได้ให้บริษัทไม่ถึง 1% ทั้งนี้จากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทยกับกัมพูชาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากก่อนหน้านี้บริษัทหยุดนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยไปขายในสาขากัมพูชาที่จะเกิดเหตุปะทะกันแล้ว พร้อมทั้งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เช่น จีน รวมถึงสินค้าจากผู้ผลิตในพื้นที่เป็นหลัก เพียงแต่การเดินทางไปเยี่ยมสาขาของบริษัทอาจจะไม่มีความสะดวกเท่านั้น ด้านการลงทุนบริษัทยังไม่มีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่ม

Advertisement

“ที่กัมพูชาสถานการณ์ในขณะนี้ยังเป็นปกติดี ส่วนตลาดในประเทศไทย ยังมีปัญหาด้านกำลังซื้อที่หดตัวแรง ตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลต่อยอดขายของบริษัทไม่ค่อยดี สะท้อนจากยอดขายไตรมาสที่ 2/2568 มียอดขาย 8,183 ล้านบาท ติดลบกว่า 6% มีกำไรสุทธิกว่า 477 ล้านบาท ลดลงกว่า 31.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง”นายวิทูรกล่าว

“คาราบาว” เร่งเปิดโรงงานใหม่แก้ขนส่งสะดุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG รายงานผลประกอบการไตรมาสที่2/2568 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยระบุว่ารายได้ส่งออกไปตลาดต่างประเทศมีจำนวน 1,404 ล้านบาท ลดลง 3% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของรายได้กลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก โดยลดลง 4% จากผลกระทบการจำกัดการผ่านแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างกะทันหัน

บริษัทจึงต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางและวิธีขนส่งสินค้าไปทางเรือแทน ซึ่งใช้ระยะเวลานานกว่าทางบก ส่งผลให้การขนส่งสินค้าในช่วงแรกล่าช้าไปเกินกว่ากำหนด อย่างไรก็ตามจากการที่บริษัทได้จัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่กัมพูชา โดยจะดำเนินการให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้สิ้นปี 2568 เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนในการนำเข้าสินค้าในระยะยาว

“มาม่า” ยังปักหลักต่อพร้อมแผนสำรอง

นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศกัมพูชาในส่วนของมาม่ายังปกติ เนื่องจากมีโรงงานผลิตบะหมี่ซองที่พนมเปญ จึงไม่กระทบต่อการทำตลาด แต่อาจจะมีปัญหาการขนส่งบะหมี่ถ้วยจากไทยไปยังกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบการปิดด่าน ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งจากทางบกเป็นทางเรือแทน ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ได้มีการส่งผ่านรวมกับราคาสินค้าที่ส่งไปขายยังปลายทางแล้ว

“ตลาดกัมพูชามาม่ามีส่วนแบ่งการตลาด 80% และทำตลาดมากว่า 20 ปี เรามีแผนบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วทั้งเรื่องแพคเกจจิ้งหรือการทำตลาด เป็นต้น อย่างไรก็ดีในแง่ของธุรกิจยังคงเดินหน้าต่อ โดยมีแผนจะย้ายโรงงานเดิมอยู่ที่พนมเปญที่ล้อมรอบด้วยชุมชน ไปสร้างใหม่ในพื้นนิคมฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการ”นายพันธ์กล่าว