ส.ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย 6 สมาคม ขอพบ ‘จตุพร’ ชง 4 ประเด็นร้อน แก้ปัญหา-ช่วยเหลือ โอดจ่อยุบจัดงานกิฟต์
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญ ของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน และเลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า 6 สมาคมในสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย อยู่ระหว่างทำหนังสือขอเข้าพบนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำเสนอและหารือใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. สะท้อนถึงสถานการณ์และทิศทางของผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย รวมถึงปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันของโลก จนทำให้ประเทศจะสูญเสียการเป็นผู้นำตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมของขวัญ ของชำร่วย 2. หารือและนำเสนอรูปแบบ วิธีการ การจัดงานและการทำตลาดผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และ 3. ขอให้ทบทวนและปรับปรุงระเบียบและเงื่อนไขการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและรายใหม่ ผ่านโครงการเอสเอ็มอี โปร แอ๊กทีฟ( SMEs Pro-active) ของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ4. หารือถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ไทย หลังได้ข้อสรุปภาษีตอบโต้ ( Reciprocal Tariff)ของสหรัฐที่ไทยถูกเก็บ 19% และสินค้าสหรัฐเข้าไทยเสีย0% ว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อผู้ประกอบการอย่างไร แค่ไหน
” จะทำหนังสือและขอเข้าพบเร็วๆนี้ จุดประสงค์ต้องการฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งสร้างรายได้ส่งออกต่อปีไม่น้อยกว่า 7-8 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมสินค้ากิฟต์ในประเทศเฉพาะกลุ่มพรีเมียมสร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เท่ากับสมาพันธ์ฯนี้สร้างเงินสะพัดเฉียดแสนล้านบาทต่อปี แต่กำลังถูกหน่วยงานรัฐเมินเฉย เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแรงงานเกี่ยวข้องกว่าล้านคน เป็นอุตสาหกรรมโดดเด่นต่อการปรับตัว สร้างสรรค์ และการเกิดของผู้ประกอบการใหม่ๆได้ตลอดเวลา อีกทั้งไทยมีศักยภาพในการคิดพัฒนา และข้อได้เปรียบของวัตถุดิบใช้ในการผลิตหาได้ในประเทศ และพึ่งพาต่างประเทศน้อยมาก ดังนั้น ภาษีทรัมป์ 19% ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดใหญ่ของการส่งออกสินค้ากิฟต์ของไทย ไทยจึงได้เปรียบ 2 เด้ง คือ สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนที่เจอภาษี 40% แต่ไทยเจอภาษี 19% และ วัตถุดิบส่วนใหญ่ 80-90%ใช้ในไทยเอง แต่ที่ต้องติดตามตลาดสหรัฐมีอย่างเดียวคือกำลังซื้อในสหรัฐจะเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะกิฟต์เป็นสินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือยซื้อด้วยความชอบเป็นแรงผลักดัน อย่างไรก็ตาม เฉพาะส่งออกของขวัญของชำร่วยรวมปี2568นี้ คาดถึงเป้าคาดไว้ 2.4 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตกว่าปีก่อนเกิน 5% “นายจิรบูลย์ กล่าว
นายจิรบูลย์ กล่าวอีกว่า ในประเด็นแรก อยากให้นายจตุพร ทบทวนเรื่องการยกเลิกจัดงานแสดงสินค้าของขวัญของชำร่วยไทยโดยเฉพาะ นำไปร่วมกับงานอื่นๆ จากเดิมที่ประเทศไทยเป็นผู้นำโลกในการจัดแสดงดังกล่าว ที่ตอนนี้ถูกประเทศมาเลเซีย ประกาศเป็นว่าผู้นำอาเซียนไปแล้ว พร้อมกับหลายประเทศใช้ไทยเป็นฐานแสดงสินค้า โดยเฉพาะฮ่องกง ซึ่งเข้ามาจัดงานในไทย เพียง 3 ปี มีผู้ประกอบการทั่วโลกรวมงานจากปีแรก 400 บูธ เพิ่มเป็น 1,100 บูธ ขณะที่ไทยเคยจัดงานของขวัญของชำร่วยเฟื่องฟูถึง 1,800 บูธ เหลือแค่ 600 บูธ ส่วนหนึ่งเพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการประชาสัมพันธ์ สื่อสารผ่านต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่าย ส่วนประเด็นSMEs Pro-active ได้รับการร้องเรียนจากผู้ได้รับสิทธิช่วยเหลือถึงความล่าช้าในการจ่ายเงินคืน ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนประสบปัญหา อีกทั้งอยากให้ทบทวนระเบียบช่วยเหลืองบสำหรับเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศด้วยไม่แค่ต้องออกไปร่วมงานต่างประเทศ เพราะวันนี้ ต่างชาติใช้ไทยเป็นฐานจัดงานแล้ว
ทั้งนี้ สมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ครอบคลุม5อุตสาหกรรม คือ ของใช้ในครัวเรือน ของขวัญของชำร่วย ของเล่นและผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน และ เคหะและสิ่งทอ

