นวัตกรรม AI & IoT ภาคอสังหา ตอบโจทย์ ‘ลดต้นทุน-ปิดจ๊อบเร็ว’

13.08.25 | 11:11 น.

ใ นยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และ Internet of Things (IoT) หรือการนำระบบอินเตอร์เน็ตมาเชื่อมต่อและสั่งการการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนในทุกภาคการผลิตและบริการ

ซึ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด บริษัทวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในเครือบริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI และ IoT มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งจัดหาที่ดิน วิเคราะห์ศักยภาพของตลาด จนถึงการออกแบบ เป็นตัวช่วยสำคัญช่วยลดต้นทุน ท่ามกลางภาระต้นทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาที่สูงขึ้น ทั้งราคาที่ดิน วัสดุก่อสร้าง จนถึงราคาที่อยู่อาศัย
สูงเกินกว่าความสามารถของผู้ซื้อในปัจจุบัน

“ภาคอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก เริ่มนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาใช้ในการพัฒนาทุกกระบวนการการทำงานของภาคอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2565 เริ่มต้นจากนำ ChatGPT เข้ามาช่วยด้านส่งเสริมการขาย และการตลาด การโฆษณา ทำให้ปิดการขายได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังนำ AI และ IoT มาช่วยปฏิวัติวิธีคิดของผู้พัฒนาอสังหาฯ เปลี่ยนกระบวนการวางแผน และสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่จำกัดเพียงแค่ในสเกลของพัฒนาโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ AI ยังมีศักยภาพถึงขั้นพัฒนาในสเกลเมืองทั้งเมืองได้ เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯของไทย ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ทั้ง AI และ IoT เข้ามาใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดต้นทุนเพื่อประโยชน์สำหรับตัวผู้ประกอบการและประโยชน์สำหรับผู้ซื้อที่ได้ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง” ประพันธ์ศักดิ์กล่าว

AI ช่วยลดต้นทุนกว่า 20%

ประพันธ์ศักดิ์เล่าต่อว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีสถาปนิก บริษัทพัฒนาอสังหา และผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ผนึกกำลังสร้างซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดใช้ทรัพยากร และเปิดมุมมองใหม่ให้กับที่ดินรอการพัฒนา เช่น Jay Shah สถาปนิกอินเดีย บริษัท Access Architect ผันตัวมาสร้าง KAIZENai โปรแกรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ โปรแกรม KAIZENai ช่วยเผยมุมมองการออกแบบโครงการ ก่อนนำไปสู่การตัดสินใจปรับแบบโดยผู้เชี่ยวชาญในภายหลัง เพื่อให้อาคารออกแบบสมบูรณ์ 100% กระบวนการปรับแบบ ได้ AI เข้ามาช่วย ทำให้สำเร็จได้ภายใน 28 วัน ช่วยลดกระบวนการทำงานแบบเดิมที่ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน โครงการที่นำ KAIZENai มาใช้ในการออกแบบ อย่างโครงการ Ajmera Realty โครงการอาคารสูงในเมืองมุมไบ ผลงานของ KAIZENai คือ การเข้ามาปรับปรุงแบบ หลังจากที่ได้มีการออกแบบผังไปแล้วบางส่วน โดยโปรแกรมได้ปรับปรุงผังอาคารให้ดีขึ้น โดยเปลี่ยนตำแหน่งเสา, Core อาคาร, Shaft รวมถึงลดขนาดช่องลิฟต์ให้เล็กลง ส่งผลให้สามารถลดพื้นที่ส่วนกลางที่เสียเปล่า (Waste Space) ได้กว่า 27% ลดใช้วัสดุที่ไม่จำเป็นลงกว่า 35% และช่วยลดการผลิต Carbon Footprint ในกระบวนการก่อสร้างไปได้

Advertisement

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา AI เข้ามาปฏิวัติวิธีการคำนวณความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ (Feasibility Study โดย Deepblock) เป็นแพลตฟอร์มพัฒนาเพื่อวิเคราะห์ที่ดินด้วย AI ช่วยลดเวลา ทำให้บริษัทอสังหาฯ เห็นได้ทันทีว่าที่ดินแต่ละทำเลในเมืองเหมาะใช้งานประเภทใด เชิงพาณิชย์หรือที่อยู่ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สภาพแวดล้อมโดยรอบโครงการ จำนวนประชากร กำลังซื้อภายในทำเล ซึ่งเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การตัดสินใจ ช่วยลดเวลาผู้ประกอบการเหลือไม่ถึงสัปดาห์ ด้วยเทคโนโลยีช่วยลดทั้งเวลาทำงานและลดต้นทุนพัฒนาโครงการ อาทิ ค่าใช้จ่ายจ้างที่ปรึกษาโครงการ ที่มีค่าใช้จ่ายหลักแสนบาท

KAIZENai และ Deepblock เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยปัจจุบันมี AI หลายแพลตฟอร์ม ที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้ อาทิ Archistar แพลตฟอร์มประเมินที่ดินและทราบอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment : ROI) Giraffe แพลตฟอร์มที่จำลองเมืองทั้งเมืองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ, Hypar แพลตฟอร์มที่นำมาช่วยสร้างแบบจำลองอาคาร (BIM) เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

ใช้ IoT ลดค่าก่อสร้างกว่า 29%

เอ็มดี แอล. พี. เอ็น. เล่าต่อว่า นอกจาก AI ช่วยลดต้นทุนจัดหาที่ดินและออกแบบอาคารแล้ว เทคโนโลยี IoT ในปัจจุบัน ยังพัฒนาระบบเข้ามาช่วยยกระดับการก่อสร้าง จากพื้นที่ก่อสร้างทั่วไป ให้เป็นพื้นที่ก่อสร้างอัจฉริยะ โดยนำ IoT มาใช้ในกระบวนการก่อสร้าง ได้แก่ นำเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT มาใช้ภายในโครงการก่อสร้าง ทำให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการทำงานในส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร วัสดุ คนงาน หรือสภาพแวดล้อมภายในโครงการก่อสร้างได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้การบริหารงานก่อสร้างมีความแม่นยำ ต้นทุนลดลง และอุบัติเหตุน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ผลงานวิจัยที่รายงานโดย Digi International เดือนพฤศจิกายน 2567 ระบุว่า โครงการที่นำ IoT มาใช้สามารถลดต้นทุนได้ถึง 29% เทียบกับการก่อสร้างปกติ

โดยการลงทุนเพื่อพัฒนา IoT ในพื้นที่ก่อสร้าง แต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน จากข้อมูลของ MatamindZ บริษัทสถาปนิกที่ออกแบบโดยใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล ได้ระบุในบทความประจำเดือนมีนาคม 2568 ผ่าน website https://www.metamindz.co.uk/company ว่า การลงทุนนำ IoT มาใช้มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย ในด้านของฮาร์ดแวร์ เริ่มต้น 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.02 ล้านบาท ในส่วนซอฟต์แวร์ กลุ่มการพัฒนาแพลตฟอร์ม แอพพลิเคชั่น ค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็น
ค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว และมีค่าใช้จ่ายเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงระบบเฉลี่ย 10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 340,000 บาท และมีค่าเชื่อมต่อระบบ (Network) ประมาณ 4-12 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 136-408 บาทต่อการเชื่อมต่อกับ 1 อุปกรณ์ต่อปี

ประพันธ์ศักดิ์ย้ำว่า เมื่อเทียบต้นทุนการก่อสร้างที่ลดลง 29% เมื่อนำเทคโนโลยี IoT มาใช้แล้ว ตนมองว่าคุ้มมาก สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ทั้งนี้ นวัตกรรม IoT ในปัจจุบันที่นำมาใช้ในการพัฒนากระบวนการก่อสร้าง ประกอบด้วย 4 นวัตกรรม คือ

IoT กับการติดตามสถานะเครื่องมือและอุปกรณ์ เป็นเครื่องมือช่วยให้สามารถติดตามตำแหน่งของเครื่องมือและอุปกรณ์ภายในโครงการก่อสร้างได้แบบเรียลไทม์ ลดปัญหาการสูญหายและลดค่าใช้จ่ายซื้อซ้ำ

IoT กับการควบคุมจากระยะไกล เป็นเครื่องมือช่วยเรื่องติดตามและควบคุมการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ได้จากระยะไกล ทำให้ลดจำนวนคนควบคุมงานภายในพื้นที่ก่อสร้าง

IoT กับเสริมสร้างความปลอดภัยของคนงาน อาทิ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearables) เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต สามารถตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย หรือสัญญาณความเหนื่อยล้า และแจ้งเตือนให้คนงานหยุดพักเมื่อจำเป็น ระบบติดตามตำแหน่ง: ตรวจสอบตำแหน่งของคนงานแบบเรียลไทม์ เช่น Proximity Sensor สามารถแจ้งเตือนเมื่อมีคนงานเข้าใกล้พื้นที่อันตราย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือสั่งหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติ

IoT กับการตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างและวัสดุ อาทิ เซ็นเซอร์บ่มคอนกรีตที่ฝังไว้ในโครงสร้าง เพื่อวัดอุณหภูมิและความแข็งแรงของคอนกรีตแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลจะถูกส่งไปยังระบบคลาวด์ ทำให้สามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างแม่นยำและวางแผนงานต่อเนื่องดีขึ้น นอกจากช่วยแจ้งเตือนความเสื่อมโทรมหรือรอยร้าวที่เกิดขึ้น เพื่อซ่อมแซมได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่

“ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาฯเผชิญภาระต้นทุนสูงขึ้น ทั้งราคาที่ดิน วัสดุก่อสร้าง ค่าแรง ดังนั้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI และ IoT มาใช้ จึงเป็นโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง และลดต้นทุนผู้ประกอบการในระยะยาว และเป็นประโยชน์สำหรับผู้ซื้อที่อยู่อาศัย จะได้ที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์กับความต้องการได้มากขึ้น” ประพันธ์ศักดิ์กล่าว