หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ชาติชี้แ...

แบงก์ชาติชี้แรงส่ง ศก.ครึ่งปีหลังแผ่วลง ภาษีสหรัฐทุบส่งออก-ท่องเที่ยวทรุด เอกชนต้องปรับตัวให้รอด

13.08.25 | 16:32 น.

แบงก์ชาติชี้แรงส่ง ศก.ครึ่งปีหลังแผ่วลง ภาษีสหรัฐทุบส่งออก-ท่องเที่ยวทรุด เอกชนต้องปรับตัวให้รอด


นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี และให้มีผลทันที โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตได้ดี จากการส่งออกสินค้าและภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่หากมองภาพในระยะครึ่งหลังของปี แรงส่งเศรษฐกิจจะเริ่มแผ่วลง เป็นผลกระทบการปรับขึ้นภาษีสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะทอดยาวมากกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากแม้ประเทศไทยได้อัตราภาษีที่ไม่ได้เสียเปรียบด้านการแข่งขัน แต่ภาษีสหรัฐที่ปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ก็มีผลกระทบกับภาพรวม และภาคการท่องเที่ยวที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ส่งผลต่อการจ้างงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชนที่ถูกกระแทบจนแผ่วลง เชื่อมโยงภาวะสินเชื่อที่ธนาคารอาจระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากกว่าเดิม ซึ่งในการประชุมครั้งถัดไปจะมีการปรับประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง

“แนวโน้มถัดไปขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจเยอะ เพราะผลกระทบจากภาษีสหรัฐรอบที่ผ่านมายังไม่มาก เนื่องจากมีการขยายเวลาให้เอกชนได้ปรับตัว ตอนนี้จึงถึงเวลาที่ภาคธุรกิจต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เพราะนโยบายการเงินคงไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมดของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ ธปท.ก็มีมาตรการออกมาช่วยเหลือให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันในบริบทโลกใหม่ได้ รวมถึงการแก้หนี้ของกลุ่มลูกหนี้ ซึ่งจะต้องทำเพิ่มมากขึ้น โดยในแง่ความกังวลเศรษฐกิจถดถอยไม่ได้มีมากนัก แต่จะเห็นภาวะเศรษฐกิจโตต่ำช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งคงคาดการณ์จีดีพีทั้งปี 2568 โตที่ 2.3%” นายสักกะภพ กล่าว

นายสักกะภพ กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยลง 3 ครั้งที่ผ่านมา การส่งผ่านนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์มีการปรับดอกเบี้ยลงตาม 43% แต่ต้องยอมรับว่าการปรับลดดอกเบี้ยครั้งก่อนหน้าล่าสุด การส่งผ่านนโยบายจะน้อยกว่า 2 ครั้งแรก แต่คาดหวังว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะมีการส่งผ่านนโยบายมากกว่าเดิม เพราะมีช่องว่างที่สามารถทำได้อยู่ ส่วนจะต้องหารือร่วมกับสถาบันการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการส่งผ่านนโยบายมากขึ้นนั้น มองว่าธนาคารเองก็ต้องการช่วยเหลือลูกหนี้ที่กลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว การส่งผ่านนโยบายจึงไม่ใช่เพียงลดดอกเบี้ยเท่านั้น แต่มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อื่นๆ อาทิ เน้นการแก้หนี้ ลดภาระหนี้ของกลุ่มที่มีความเปราะบาง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เข้ามาเสริมมาตรการที่ ธปท.มีอยู่ด้วย

Advertisement

นายสักกะภพ กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจยังไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น แต่ที่ปรับลดดอกเบี้ยเพื่อให้แน่ใจว่า ภาระการเงินจะไม่ได้ซ้ำเติมประชาชนและภาคธุรกิจมากนัก แต่ถามว่าสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีกหรือไม่ ก็สามารถลดลงได้ ซึ่งตอนนี้มองว่าเพียงพอกับสถานการณ์เศรษฐกิจเพียงพอแล้ว แต่ในอนาคตหากเกิดเหตุการณ์ที่เศรษฐกิจอาจต้องเจอวิกฤตที่รุนแรงขึ้นอีก การเก็บกระสุนนโยบายทางการเงินไว้ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจุดที่ดอกเบี้ยเคยต่ำสุดคือ 0.5% ในช่วงโควิด-19 แต่เหตุการณ์ในปัจจุบันถือว่าไม่ได้ไปถึงตรงนั้น สะท้อนจากจีดีพีช่วงโควิดที่ติดลบกว่า 6% ทำให้หากถามว่าดอกเบี้ยยังสามารถลดต่ำได้อีกหรือไม่ ก็ยังสามารถลดลงได้อีกเหมือนช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา

นายสักกะภพ กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีการแข็งค่า เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ทำให้ค่าเงินอื่นแข็งตาม แต่ค่าเงินบาทต้องยอมรับว่าแข็งค่ามากกว่ากลุ่มประเทศที่ได้ภาษีสหรัฐใกล้เคียงกัน ถือเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม โดยสาเหตุมาจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มเติม จึงอยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงการคลัง ว่าจะสามารถดำเนินการใดได้เพิ่มเติม