หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ศรินญา มหาดำ...

‘ศรินญา มหาดำรงค์กุล’ จาก‘ทายาท’ธุรกิจนำเข้านาฬิกา สู่นักพัฒนาอสังหา‘โรงแรมหรู’

14.08.25 | 12:15 น.

‘ศรินญา มหาดำรงค์กุล’
จาก‘ทายาท’ธุรกิจนำเข้านาฬิกา
สู่นักพัฒนาอสังหา‘โรงแรมหรู’

เมื่อเอ่ยถึง “ตระกูลมหาดำรงค์กุล” คงไม่มีใครไม่รู้จัก ผู้นำเข้านาฬิกาหรูแบรนด์ดัง ภายใต้ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด และผู้พัฒนาโรงแรมเก่าแก่ “สวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา” รวมถึงโรงแรม “เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา”

ปัจจุบันโรงแรม “สวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา” ได้ขายให้กับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้ขณะนี้ “ตระกูลมหาดำรงค์กุล” มีพอร์ตธุรกิจโรงแรมในมืออยู่ 2 แห่ง คือ เรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา กับ ลิฟ โฮเทล ภูเก็ต บนทำเลทองหาดป่าตอง

มี “ริน-ศรินญา มหาดำรงค์กุล” ทายาทคนโตของ “กฤษฎา-คุณวิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล” เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวอย่างเต็มตัว ในตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท เดอะไนน์โซเทล จำกัด

“ศรินญา” เล่าว่า หลังเรียนจบปริญญาโทด้านการบริหารโรงแรมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้กลับประเทศไทยทำงานในโรงแรมใหญ่ๆ ที่กรุงเทพฯอยู่ประมาณ 5 ปี ก่อนที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัว สานต่อโรงแรมสวิส โซเทล กรุงเทพ รัชดา และโรงแรมเรเนซองส์ พัทยา ที่ครอบครัวได้พัฒนาโครงการเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท บนที่ดินเราเอง มีขนาด
8 ไร่ ตั้งอยู่ในย่านนาจอมเทียน พัทยา

Advertisement

มีบริษัท พีซีแอล ฮอสปิทาลิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารจัดการโรงแรมแบบครบวงจร เป็นผู้พัฒนาโครงการให้เราตั้งแต่ต้น รวมถึงเลือกแบรนด์เครือแมริออทมาบริหารให้เรา เปรียบเสมือนทางลัดสู่ความสำเร็จ ช่วยลดความเสี่ยงและเสริมความมั่นใจในการดำเนินงาน และตลอด 8 ปีที่ผ่านมาถือว่าโครงการประสบความสำเร็จด้วยดี มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 70% และมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพัทยาเป็นหนึ่งในหมุดหมายของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 จะมีสะดุดไปบ้าง ซึ่งในช่วงโควิดถือว่าเป็นความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อน

“เราเห็นศักยภาพของการเติบโตของทำเลโซนนี้ จึงตัดสินใจเข้าไปบุกเบิกพัฒนาโรงแรมเป็นกลุ่มแรกๆ ปัจจุบันก็ร่วม 8 ปีแล้ว แม้จะเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ แต่มีพีซีแอลเป็นเมนเทอร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำให้เราทำงานง่ายและเร็วขึ้น ตั้งแต่ติดกระดุมเม็ดแรกโครงการคือ ต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าของเรา การมองภาพตลาด เมื่อได้คำตอบจึงนำมาสู่การพัฒนาโปรเจ็กต์ ต้องปรับตัวให้อยู่ในเทรนด์ตลอดเวลา และแก้โจทย์วันธรรมดาที่ลูกค้าไม่มากเท่ากับวันหยุดสุดสัปดาห์ เราได้เพิ่มห้องประชุมสัมมนา พื้นที่เอาต์ดอร์มาเป็นจุดขายเพิ่ม โปรดักต์วันนี้ที่สร้างเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนนี้มันเปลี่ยนไป ด้วยคู่แข่งที่มากขึ้น ทำให้เราต้องปรับตัวตลอด ล่าสุดเตรียมรีโนเวตใหม่ พร้อมกับขยายส่วนของวิลล่าเพิ่มด้วย” ศรินญากล่าว

สำหรับการลงทุนรอบใหม่ในครั้งนี้ “ศรินญา” เล่าว่า จะใช้เงินลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงโรงแรมเรเนซองส์เดิม ไม่ว่าบริเวณล็อบบี้ส่วนกลาง ปรับห้องดีลักซ์ธรรมดาให้ตอบโจทย์ลูกค้าครอบครัวมากขึ้น เพราะปัจจุบันห้องครอบครัวเราเริ่มต้นเป็นห้องสวีต เรารู้ว่ามีความต้องการของลูกค้ามากขึ้น จึงจะเทิร์นห้องดีลักซ์มีอยู่บางส่วนเป็นห้องที่สามารถให้ลูกๆ เข้ามานอนได้ด้วย พร้อมกับรีโนเวตวิลล่าเดิมจำนวน 8 หลังให้กลับมามีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยจะเริ่มรีโนเวตหลังจากหมดไฮซีซั่นนี้ไปแล้ว ตั้งเป้าจะแล้วเสร็จกลางปี 2569 ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ไฮซีซั่น

นอกจากนี้ จะมีการลงทุนพัฒนาโครงการวิลล่าเพิ่มอีกจำนวน 22 หลัง เพื่อแก้ pain point ในปัจจุบัน ที่เรากลับไปมองแล้วพบว่าวิลล่าเรามีค่อนข้างน้อยแค่ 8 หลัง และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหลังโควิด มีความต้องการอยู่วิลล่ามากขึ้น รวมทั้งมีตลาดต่างชาติที่มาแรงมากในขณะนี้ คือกลุ่มตะวันออกกลางที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก ชอบลักชัวรี่ ต้องการอยู่แบบส่วนตัว

จึงตัดสินใจลงทุนโครงการเรเนซองส์ วิลล่า เฟส 2 โดยเช่าพื้นที่ระยะยาวบริเวณด้านข้างประมาณ 8 ไร่ มาพัฒนาโครงการ มีบริษัทสถาปนิกชื่อดังเป็นผู้ออกแบบให้ เป็นวิลล่าระดับลักชัวรี่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความเป็นส่วนตัว เช่น สระว่ายน้ำ ออนเซ็น ร้านอาหาร รูปแบบบ้านมีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน ถึง 3 ห้องนอน เปิดขายเป็นโรงแรม ทั้งพักระยะสั้นและระยะยาวแบบลองสเตย์ ราคาเริ่มต้นที่ 20,000 บาทต่อคืน สูงขึ้นจากปัจจุบันที่ราคาอยู่ที่ 15,000-17,000 บาทต่อคืน รองรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว จะเริ่มพัฒนาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป และแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569

จากทำเลพัทยา “ศรินญา” เล่าว่า ในช่วงเวลาเดียวกันหรือเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ครอบครัวได้ขยายการลงทุนธุรกิจโรงแรมไปยังจังหวัดภูเก็ต อีกหนึ่งหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเป็นการลงทุนของเราเอง ใช้เงินลงทุนกว่า 300 ล้านบาท สำหรับเข้าซื้อกิจการโรงแรมเก่าและปรับปรุงโฉมใหม่ ภายใต้ชื่อ “โรงแรม ลิฟ ป่าตอง” มีขนาด 35 ห้อง อยู่ทำเลที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการเกือบ 100% โดยในช่วงโลว์ซีซั่นเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลาง ในช่วงไฮซีซั่นเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป รัสเซีย

ปัจจุบันอัตราเข้าพักและค่าห้องโรงแรมภูเก็ตสูงกว่าพัทยามาก โดยมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 90% และค่าห้องอยู่ที่กว่า 4,000 บาท ถึงเกือบ 5,000 บาทต่อคืน ขณะที่พัทยาลูกค้าโดย 90% เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย มีระยะเวลาเช่าน้อยกว่า 1 เดือน ส่วนอีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น อเมริกัน จีน เกาหลีใต้ มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70% และค่าห้องเฉลี่ยอยู่ที่ 4,700-5,000 บาทต่อคืน

แผนงานในอนาคต “ศรินญา” บอกว่า มีแผนจะขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯประเภทโรงแรมมากขึ้น หลังโครงการเฟส 2 ที่พัทยาแล้วเสร็จ มีทั้งลงทุนเองและเข้าซื้อกิจการโรงแรมเดิม ขนาดไม่เล็กมากจนเกินไปประมาณ 100-250 ห้อง ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 500 ล้านบาท สนใจเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคใต้ ที่เป็นจังหวัดรอง ไม่ว่ากระบี่และเกาะสมุย ซึ่งเป็นพื้นที่ยอดนิยมของต่างชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา 2-3 แห่ง เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจโรงแรมยังมีการขยายตัว ไม่ว่าอย่างไรธุรกิจ
ท่องเที่ยวยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับประเทศไทย และครอบครัวมีประสบการณ์และความรู้ในการทำธุรกิจโรงแรมมานาน จึงมองว่าเป็นจุดแข็งและเป็นโอกาสทางธุรกิจอีกเรื่อยๆ

“การลงทุนเราไม่มองกรุงเทพฯและภูเก็ต เพราะการแข่งขันและราคาที่ดินสูง หากพัฒนาโครงการใหม่ ต้องใช้เงินลงทุนมากและใช้เวลาการคืนทุนนาน ขณะที่เชียงใหม่โจทย์ลูกค้าค่อนข้างยากและมีความเป็น
ซีซั่นเยอะ แต่ภาคใต้มีจุดแข็งเยอะ เพราะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งสำคัญในการลงทุนโรงแรมคือต้องมองโลเกชั่นลูกค้าให้ออก ลงทุนที่เราพอไหว ไม่ลงทุนที่เสี่ยงและใหญ่จนเกินตัว แต่ถ้าไม่เสี่ยงเลย ก็เสียโอกาส ถ้ามีโอกาสเข้ามาถ้าไม่เอาไว้เลยก็จบ และอาจจะสายเกินไป” คำตอบทิ้งท้ายของศรินญา