อิมแพ็ค พลิกที่ดินเมืองทอง ผุดโรงแรม-ช้อปปิ้งมอลล์ ลุยรีโนเวต ‘ธันเดอร์โดม’ สู่ฮับเอ็นเตอร์เทนเมนต์อีเวนต์ระดับโลก
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของผู้จัดงานทั่วโลก ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ สะท้อนจากรายงาน Globe Watch Business Analytics – Country & City Rankings ประจำปี 2567 ของสมาคมการประชุมนานาชาติ (ICCA) ระบุว่าปี 2567 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นลำดับที่ 25 ของโลกจากจำนวนประเทศที่ได้รับการจัดอันดับทั้งหมด 160 ประเทศ ยังครองอันดับที่ 5 ในภูมิภาคเอเชีย และอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน ด้วยจำนวนงานประชุมนานาชาติที่จัดขึ้นมากที่สุด แสดงให้เห็นศักยภาพอันโดดเด่นของทั้งประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในฐานะศูนย์กลางการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ

นายพอลล์กล่าวว่า ขณะที่การจัดคอนเสิร์ตในประเทศไทยก็เพิ่มขึ้น โดยแต่ละปีมีจำนวนคอนเสิร์ตทั้งระดับนานาชาติและในประเทศประมาณ 250-300 งาน ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่เพียงเเต่สร้างเม็ดเงินจากการจ้างงานในอุตสาหกรรมอีเวนต์ ยังมีเม็ดเงินที่เกิดการใช้จ่ายในด้านการเดินทาง ที่พัก และอาหารในพื้นที่จัดงานรวมถึงพื้นที่โดยรอบเพิ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้วย ล่าสุดอิมแพ็คได้ประกาศวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ ตั้งเป้าหมายจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านธุรกิจไมซ์ (MICE) ของเอเชีย และเป็นจุดหมายปลายทางในการจัดงานประชุม ธุรกิจ และความบันเทิงที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก
นายพอลล์กล่าวว่า ปี 2568 จะลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนโรงแรมเพิ่มบริเวณริมทะเลสาบ ติดสถานีรถไฟฟ้า เพื่อรองรับผู้มาจัดงานแสดงสินค้าและการประชุม โดยเร็วๆนี้จะเซ็นสัญญากับฮิลตันบริหารโรงแรมฮิลตัน ระดับ 5 ดาว ขนาด 300 ห้อง และฮิลตัน การ์เด้นท์ อินน์ ระดับ 4 ดาว ขนาด 700 ห้อง รวม 1,000 ห้อง จากปัจจุบันที่มีโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ อิมแพ็ค และ โรงแรมไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค แต่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากงานแสดงสินค้า หรืองานประชุมบางงาน ต้องการห้องพักอย่างน้อย 2,000 ห้อง คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ในไตรมาส 1 ปี 2569 และแล้วเสร็จพร้อมเปิดบริการปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571 ส่งผลให้มีโรงแรมเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ห้อง และตั้งเป้าเป็น 5,000 ห้องภายใน 5 ปีจากนี้

นายพอลล์กล่าวว่า บริษัทยังมีแผนลงทุนช้อปปิ้งมอลล์รอบพื้นที่ทะเลสาบประมาณ 100-200 ไร่ หรือ ขนาด 2-3 แสนตารางเมตร เพื่อรองรับแผนการขยายห้องพักในโรงแรม โดยจะเป็นการร่วมทุนกับนักลงทุนฮ่องกง ล่าสุดบริษัทได้มีการเจรจาไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ในส่วนของอิมแพ็ค อารีน่า เตรียมปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบ 26 ปี ใช้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อรองรับการร่วมทุน ไลฟ์เนชั่น ซึ่งเป็นบริษัทบันเทิงสัญชาติอเมริกัน ผู้จัดรายใหญ่ที่ดำเนินการและจัดการการขายบัตรการแสดงสดในระดับสากล โดยจะทยอยปรับปรุงและไม่กระทบการจัดงานคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้น
“สำหรับธันเดอร์โดมสเตเดี้ยม อีก 2-3 ปีจะกลับมาเป็นของอิมแพ็คแล้ว หลังหมดสัญญาเช่า 30 ปีกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ทางอิมแพ็ค ไลฟ์ เนชั่น มีแผนจะรื้อพื้นที่ใหม่หมด จะพัฒนาเป็นพื้นที่จัดคอนเสิร์ตและอีเว้นท์ต่างๆทั้งในแบบอินดอร์และเอ้าท์ดอร์ รองรับได้ 4-5 หมื่นคน เรากำลังทำแผน คงต้องทำใหม่ แต่ทำแน่ๆ เป็นอะไรที่น่าสนใจ เราจะยุบเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์อีเวนต์ เดิมเราจะนำที่ดินริมทะเลสาบนี้ให้เอกชนที่สนใจลงทุนทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีกาสิโนด้วย แต่เมื่อโครงการเริ่มเงียบ เราก็ไม่สามารถรอไปเรื่อยๆ ได้ เราก็พยายามในมุมของเรา ดังนั้นการเพิ่มโรงแรม หรือ ช้อปปิ้งมอลล์ในอนาคต จะมีหรือไม่มีกาสิโนตรงนี้ จะยังไปได้ในอนาคต อีกทั้งยังมีแผนทำสวนน้ำ แต่อาจไม่ใหญ่ อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด”นายพอลล์กล่าว

นายพอลล์กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งการประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ การขยายธุรกิจเชิงรุกมากขึ้น การขยายความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ อย่างการร่วมทุนกับไลฟ์เนชั่น โดยให้เช่าอาคารและที่ดินอิมแพ็ค อารีน่า ระยะเวลา 20 ปี คิดเป็นมูลค่ารวมตามสัญญากว่า 4,617 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของอิมแพ็คในฐานะจุดหมายปลายทางด้านความบันเทิงระดับโลกได้เป็นอย่างดี รวมถึงส่งผลให้ในปี 2568มีรายได้เติบโตกว่า 4,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายว่าในปี 2573 จะมีรายได้แตะ 9,000 ล้านบาท


