โอกาสไม่เท่ากันไม่ใช่ข้ออ้างเปลี่ยนความรู้ให้เป็นอาวุธในโลกการเงินที่หมุนเร็ว

15.08.25 | 12:34 น.

 

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว โลกเศรษฐกิจก็หมุนไปไม่แพ้กัน หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนถึงสถานะของเศรษฐกิจมหภาค คือ “M2” หรือปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ
ซึ่งครอบคลุมทั้งเงินสด เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากระยะสั้นทุกประเภท ล่าสุด ในปี 2568 ประเทศไทยมีระดับ M2 ที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย
และ Trading Economics ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม M2 ของไทยแตะระดับ 23.38 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นจุดสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลมาอย่างเป็นทางการ

แต่ตัวเลขที่พุ่งสูงนี้ กลับสวนทางกับความรู้สึกของผู้คนในชีวิตประจำวัน หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “เงินในระบบมากขึ้นแล้วทำไมเรายังรู้สึกจนลง?” “ทำไมค่าครองชีพสูงขึ้น แต่รายได้ไม่พอใช้?” หรือ “ทำไมสินทรัพย์ต่างๆ ขยับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนเอื้อมไม่ถึง?” คำตอบของความขัดแย้งที่ดูย้อนแย้งนี้ อาจไม่ได้อยู่ในนโยบายภาครัฐหรือภาวะตลาดเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อายุเกือบ 300 ปี ที่กลับมามีความหมายอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 นั่นคือ “ทฤษฎีแคทิยอง” (Cantillon Effect)

ทฤษฎีแคทิยองอธิบายว่า เมื่อมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเงินนั้นจะเข้าถึงทุกคนพร้อมกัน และในหลายกรณี การกระจายเงินมักเกิดขึ้นแบบไม่เท่าเทียม โดยผู้ที่อยู่
“ใกล้แหล่งเงิน” เช่น ธนาคาร บริษัทขนาดใหญ่ หรือนักลงทุนสถาบัน จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับเงินใหม่นี้ และสามารถใช้โอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อสินทรัพย์เหล่านั้นมีราคาสูงขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะยิ่งร่ำรวยขึ้นอีก

Advertisement

ในทางกลับกัน กลุ่มที่อยู่ “ไกล” จากแหล่งเงิน เช่น ผู้มีรายได้ประจำ แรงงานระดับล่าง หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ มักจะไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงเงินใหม่เหล่านั้น พวกเขาอาจไม่ได้รู้สึกถึง “ความมั่งคั่ง” จากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ แต่กลับต้องเผชิญกับผลข้างเคียง คือราคาสินค้าที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ลดลง และต้นทุนชีวิตที่แพงขึ้นเรื่อยๆ โดยรายได้กลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่เพิ่มเลย

หนทางรอดคือการเข้าใจกลไก และจัดการทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

การเข้าใจทฤษฎีแคทิยองจึงเปรียบเสมือนการได้สวมแว่นขยายที่ช่วยให้มองเห็นกลไกความเหลื่อมล้ำที่ถูกฝังไว้ในระบบเศรษฐกิจอย่างแนบเนียน มันไม่ใช่เรื่องของความขยันหรือโชคเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของโครงสร้างที่บางคนได้เปรียบตั้งแต่ต้น ขณะที่บางคนต้องพยายามอย่างหนักเพื่อเพียงแค่ยืนอยู่ที่จุดเดิม

คำตอบอาจไม่ใช่การรอคอยให้รัฐบาลออกนโยบายช่วยเหลือ หรือหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเองในวันหนึ่ง แต่คือการ “รู้ทัน” และ “ปรับตัว” ด้วยกลยุทธ์เชิงรุกที่เริ่มต้นได้จากตัวเราเอง

สิ่งแรกที่ต้องทำคือเลิกเก็บเงินสดไว้เฉยๆ เพราะในโลกที่เงินเฟ้อซ่อนตัวอยู่ในระบบ เงินสดที่ไม่ได้ทำงานย่อมเสื่อมค่าลงทุกวัน การเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์แม้จะรู้สึกปลอดภัย แต่กำลังซื้อมักถูกกัดกร่อนอย่างเงียบๆ ทางเลือกที่ดีกว่าคือการจัดพอร์ตเงินของเราให้หลากหลาย แบ่งเป็นกองทุนฉุกเฉินสำหรับกรณีไม่คาดฝัน กองลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถต้านเงินเฟ้อได้ เช่น ทองคำ หุ้น หรือคริปโท และการพัฒนาตัวเองที่ใช้ลงทุนกับทักษะใหม่ๆ ซึ่งจะต่อยอดเป็นรายได้เสริมในอนาคตได้

แม้จะเริ่มต้นจากเงินจำนวนน้อย การลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Averaging ก็เป็นแนวทางที่เข้าถึงได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อมก่อน เพราะในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ คนที่เริ่มต้นเร็วต่างหากคือคนที่ได้เปรียบ

และแน่นอนว่า การพึ่งพารายได้เพียงทางเดียวในยุคนี้ไม่เพียงพออีกต่อไป การสร้างรายได้เสริมผ่านโลกออนไลน์ เช่น การใช้ Generative AI สร้างคอนเทนต์ การค้าขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการเรียนรู้การตลาดออนไลน์ ล้วนเป็นโอกาสที่เริ่มต้นได้ง่าย และสามารถต่อยอดกลายเป็นธุรกิจของตัวเองได้ในระยะยาว หรือเเม้เเต่จะเอาความรู้มาพัฒนาธุรกิจของตัวเองในปัจจุบัน

เลิกโทษระบบ แล้วหันกลับมาสร้างเกมของตัวเอง

เหนือสิ่งอื่นใดคือ การเข้าใจกลไกเศรษฐกิจ เช่น M2, เงินเฟ้อ, Asset Allocation, Passive Income หรือ Inflation Hedge ไม่ได้เป็นคำศัพท์เฉพาะของนักลงทุนอีกต่อไป แต่มันคือทักษะชีวิตของคนธรรมดาทุกคนที่ต้องการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ความรู้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากระดับมือโปร แต่สามารถเริ่มได้ด้วยการอ่านบทความพื้นฐาน ฟังพอดแคสต์ ดูวิดีโอ หรือเข้าเรียนคอร์สออนไลน์ระดับเริ่มต้นที่มีมากมาย ทั้งฟรีและราคาจับต้องได้ บางครั้งการลงทะเบียนเข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือสัมมนาสั้นๆ ก็อาจเปิดโลกใหม่ให้กับเราในแบบที่ไม่เคยคาดคิด เพราะวันนี้ “ความรู้” ไม่ได้ผูกขาดอยู่ในห้องเรียนหรือมหาวิทยาลัยอีกต่อไป แต่อยู่ที่ปลายนิ้วของเราทุกคน ตราบใดที่เราเปิดใจ และตั้งใจจะเริ่มต้น

และถ้าเรายังมัวแต่โทษระบบ โทษเศรษฐกิจ หรือเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่มีต้นทุนมากกว่า เราอาจไม่มีวันเห็นศักยภาพของตัวเอง สิ่งที่ควรเปรียบเทียบไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราในเมื่อวาน หรือคนที่เคยอยู่จุดเดียวกับเรา แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้ด้วยความรู้ ความพยายาม และวินัย

เพราะสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่เคยเริ่มจากระบบ แต่มักเริ่มจาก “การเลือกของเราในแต่ละวัน” ว่าเราจะปล่อยให้ระบบชี้ชะตา หรือจะลุกขึ้นมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเอาตัวรอดอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน คนที่รู้เท่าทันและมีแผน จะยังคงอยู่รอด เติบโต

และก้าวข้ามทุกวิกฤตไปได้เสมอ