
บทความ “คิด เห็น แชร์” ฉบับนี้ ผมจะขอเขียนถึงภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย สำหรับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 (2H68) โดยภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากดัชนี SET Index ปรับขึ้นต่อเนื่องราว บวก 19% จากจุดต่ำสุดของปีซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน การฟื้นตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปลดล็อกปัจจัยลบที่กดดันบรรยากาศการลงทุน โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐ ที่ได้ข้อสรุปในประเด็นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยไปยังตลาดสหรัฐ ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 19% ลดลงจากเดิมที่ 36% และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
การปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยในปีที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วนราว 18% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แม้ว่าตามหลักเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าย่อมทำให้ปริมาณความต้องการลดลง แต่ในกรณีนี้ อัตราภาษีที่ปรับใหม่มีความใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค ทำให้ความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไม่สูงมาก และคาดว่าผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกจะอยู่ในทิศทางเดียวกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนที่เคยกดดันบรรยากาศการลงทุน ก่อนหน้าการบรรลุข้อตกลงทางการค้า ความไม่ชัดเจนในประเด็นภาษีตอบโต้ถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อดัชนี SET Index ส่งผลให้ดัชนีร่วงลงแตะระดับ PBV เพียง 1.0 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงวิกฤตโควิด-19 สะท้อนมูลค่าที่ถูกมากและ Downside Risk ที่จำกัด ดังนั้น เมื่อข่าวการเจรจามีความคืบหน้าในช่วงเดือนกรกฎาคม ตลาดจึงตอบรับด้วยแรงซื้อเก็งกำไรล่วงหน้า ทำให้การฟื้นตัวของดัชนีเริ่มชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 3
ด้านเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2568 ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันที่ 18 สิงหาคม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะขยายตัวราว 2.7% ชะลอลงจาก 3.7% ในไตรมาสแรก ปัจจัยหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอตัว รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังคงขยายตัวได้ดี ข้อมูลทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนมายังผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
โดยจากการรวบรวมข้อมูลหุ้นที่ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จัดทำบทวิเคราะห์ คิดเป็นมูลค่าตลาด (Market Cap) ราว 80% ของตลาดรวม พบว่ากำไรสุทธิรวมในไตรมาส 2/2568 เติบโตถึง 36% YoY และ 21% QoQ แต่หากตัดกำไรพิเศษของบริษัทขนาดใหญ่อย่าง GULF ออก การเติบโตจะอยู่ที่ราว 6.9% YoY และลดลงเล็กน้อย 3% QoQ ซึ่งสอดคล้องกับภาพการชะลอตัวของ GDP ในไตรมาสเดียวกัน สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ดัชนี SET Index ได้ปรับตัวลงสู่ระดับที่เทียบเคียงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ปรับลดลง นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นอาจสะท้อนมุมมองเชิงลบเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจริง
ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยหนุนแรงซื้อกลับเมื่อความเสี่ยงทางการค้าถูกปลดล็อก จากมุมมองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่า การฟื้นตัวจะชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4 โดยมีแรงหนุนจากการกลับมาของการลงทุนภาคเอกชน การผลิตที่ฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ หลังประเด็นภาษีตอบโต้มีความชัดเจน และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.5% ในการประชุมล่าสุด (-0.25%) โดยเฉพาะการประชุมครั้งถัดไปในเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นครั้งแรกภายใต้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ นายวิทัย รัตนากร ที่นักลงทุนคาดหวังว่าจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะช่วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (พ.ร.บ.งบประมาณ 69) ในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเสถียรภาพรัฐบาล สองประเด็นที่มีความอ่อนไหวคือ “คดีคลิปเสียงนายกฯ” ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี และข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่ถูกมองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ทั้งสองเรื่องนี้มีศักยภาพที่จะสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนหากไม่สามารถหาทางออกได้อย่างราบรื่น
ในภาพรวม ฝ่ายวิจัยประเมินว่าปัจจัยลบที่เคยกดดันตลาดหุ้นไทยกำลังถูกปลดล็อกไปทีละประเด็น ความชัดเจนของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ทำให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนการผลิตและลงทุนได้อีกครั้ง การผ่อนคลายนโยบายการเงินช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะที่มูลค่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญที่เหลืออยู่คือความชัดเจนทางการเมือง หากสถานการณ์คลี่คลายได้ในช่วงไตรมาส 3 เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะมีแรงหนุนเพียงพอในการปรับตัวขึ้นต่อในครึ่งปีหลัง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และรวมไปถึง Valuation ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันที่ยังถูกอยู่มากเมื่อเทียบกับในอดีต และในเชิงเปรียบเทียบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง

