เอกชน หนุน แนวคิดภาษีเชิงลบ ปี 2570 แต่ขอรัฐทำกระบวนการให้ง่าย ประชาชนเข้าถึง
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแท็กซ์ อินคอเปอเรชั่นจำกัด (iTAX) และ อดีตนายกสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย เปิดเผยถึง แนวคิดภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) ที่ทางกระทรวงการคลังเตรียมใช้ระบบนี้ ในปี 2570 ว่า
การมีฐานข้อมูลภาษีที่ครอบคลุม จะช่วยให้รัฐบาลสามารถออกแบบนโยบายช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าวว่า สำหรับข้อดีของการจัดระเบียบข้อมูลภาษี ตนมองไว้ 3 ข้อ
1. กำหนดนโยบายช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมายโดย การมีฐานข้อมูลที่ครอบคลุมจะทำให้รัฐรู้ว่าใครมีรายได้น้อยจริง ๆ และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน การจัดสรรงบประมาณจะตรงจุดมากขึ้น ต่างจากในอดีตที่ต้องให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับความช่วยเหลือทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ซึ่งเคยสร้างปัญหาความวุ่นวายอย่างที่เห็นในช่วงสถานการณ์โควิด-19
2.เพิ่มประสิทธิภาพสวัสดิการของรัฐ โดยการข้อมูลภาษีที่รวบรวมไว้จะช่วยให้รัฐสามารถบริหารจัดการงบประมาณสวัสดิการต่าง ๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ดียิ่งขึ้น หากมีการจัดการอย่างเป็นระบบ จะสามารถเกลี่ยงบประมาณที่กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว ทำให้การจัดสรรเป็นระเบียบและโปร่งใสมากขึ้น
3.ดึงดูดเศรษฐกิจนอกระบบเข้าระบบ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่าสูงถึงครึ่งหนึ่งของ จีดีพี ซึ่งเมื่อรัฐบังคับให้ทุกคนต้องยื่นภาษี จะไม่มีข้ออ้างว่าไม่รู้หรือเข้าไม่ถึง ทำให้เงินจำนวนมหาศาลจากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง
ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อกระทรวงการคลังพร้อมที่ใช้ระบบนี้อย่างเป็นทางการในปี 2570 ความท้าทายหลักที่ต้องเผชิญ อย่างแรกคือ เรื่องงบประมาณและการออกแบบเกณฑ์ช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ชัดว่ากระทรวงการคลังจะกำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้ต่ำอย่างไร และมีงบเพียงพอหรือไม่ รวมถึงความกังวลของผู้เสียภาษีกลุ่มกลางและกลุ่มรายได้สูงว่าจะถูกเพิ่มภาระภาษีเพื่ออุดหนุนกลุ่มรายได้น้อยหรือไม่

ต่อมาคือ เรื่องภาระการยื่นภาษี (Compliance) โดยการขยายฐานผู้ยื่นภาษี เป็นประชาชนทั้งประเทศ อาจเพิ่มภาระและความยุ่งยากให้ประชาชนหลายเท่าตัว ดังนั้น รัฐจึงต้องเตรียมความพร้อมในด้านระบบไอทีและระบบการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและยื่นภาษีเป็น รวมถึงต้องทำให้กระบวนการยื่นภาษีง่ายที่สุด
ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าวต่อว่า อีกความท้าทายสำคัญ คือ เรื่องการตรวจสอบ โดยรัฐจะต้องมีการลงทุนในกระบวนการตรวจสอบและสอบสวน (Audit) เพื่อ การป้องกันการเลี่ยงภาษี การแจ้งข้อมูลเท็จและตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบรายได้จริงของผู้ที่อ้างว่าไม่มีรายได้ เพื่อลดการเอาเปรียบระบบ
ผศ.ดร.ยุทธนา กล่าวอีกว่า แม้จะมีความท้าทายหลายประการ แต่โดยส่วนตัวแล้วตนเห็นด้วยและสนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะการมีข้อมูลที่โปร่งใสจะช่วยให้รัฐสามารถจัดระเบียบและออกแบบนโยบายการคลังที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม และสิ่งสำคัญคือรัฐจะต้องทำให้กระบวนการทั้งหมดง่ายและสะดวกสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

