หน้าแรก เศรษฐกิจ ศก.ไทยเริ่มฟื...

ศก.ไทยเริ่มฟื้นตัว ลุ้นไต่ระดับศักยภาพ3% ใน2-3ปี!!

19.08.25 | 11:05 น.

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 เศรษฐกิจโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสถานการณ์ภายในประเทศที่ไม่แน่นอน ทั้งเรื่องการเมืองและปัจจัยต่างๆ ทำให้หลายฝ่ายจับตาว่าไทยยังมีโอกาสปรับเพิ่มจีดีพีหรือไม่

ล่าสุด สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศสัญญาณที่ทำให้หลายคนได้หายใจโล่งขึ้นบ้าง

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ว่าขยายตัวได้ที่ 2.8% ตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อย จากที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-2.7% ซึ่งแม้จะชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกที่เติบโต 3.2% แต่ก็เป็นตัวเลขที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้

โดยการเพิ่มขึ้นของจีดีพีไทยไตรมาส 2/2568 รวมถึงจากการคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกที่เพิ่มขึ้นจากภาษีสหรัฐที่ชัดเจน และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ยังคงขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ สภาพัฒน์ ตัดสินใจปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีทั้งปี 2568 จากช่วงคาดการณ์เดิม 1.3-2.3% (ค่ากลาง 1.8%) เป็น 1.8-2.3% (ค่ากลาง 2%)

เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดเอกสารสภาพัฒน์พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้จีดีพีในไตรมาสที่ 2 ยังคงเติบโตได้นั้นมาจากหลายภาคส่วนที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยสภาพัฒน์ได้ฉายภาพให้เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกของปี 2568 เติบโตได้ถึง 3% โดยมีภาคส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ ภาคการเกษตร ที่ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งถึง 6% ต่อเนื่องจาก
ไตรมาสก่อนหน้า จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นของผลไม้ข้าวเปลือก และประมง ซึ่งช่วยพยุงภาพรวมเศรษฐกิจไว้ได้เป็นอย่างดี

Advertisement

ขณะที่ การลงทุนโดยรวม ก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่กลับมาทำงานได้ดีขึ้น โดยขยายตัวถึง 5.8% โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชน ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ที่ 4.1% ซึ่งสอดคล้องกับการกลับมาลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การเติบโตของการลงทุนนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าและบริการ ก็ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง และเมื่อรวมกับการบริโภคของ
ภาคเอกชนที่เริ่มมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นในระยะต่อไปจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูมีทิศทางที่สดใสมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เลขาฯดนุชาย้ำเตือนว่า จีดีพีปี 2568 ที่คาดไว้ 2% ยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริง ซึ่งควรอยู่ที่ 3% ขึ้นไป การกลับไปสู่ระดับศักยภาพอาจต้องใช้เวลา 2-3 ปี พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ในวิกฤตจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ กลับมีโอกาสซ่อนอยู่ สภาพัฒน์มองว่าผู้ประกอบการไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิต สร้างห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่น รวมถึงนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้ ซึ่งช่วยยกระดับการแข่งขัน นอกจากนี้การพัฒนาผลิตภาพแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยี พร้อมปรับปรุงระบบการผลิตเพื่อลดต้นทุน จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับไปสู่ศักยภาพเต็มที่

ทั้งนี้ การนำพาประเทศไทยก้าวผ่านความท้าทาย สภาพัฒน์ได้เสนอแนะแนวทางที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญในระยะที่เหลือของปี 2568 ดังนี้

1.ขับเคลื่อนการลงทุน ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการลงทุนและการค้า

2.จัดการกับมาตรการภาษีของสหรัฐ ต้องมีการเตรียมการเรื่องการควบคุมการถ่ายลำ (transshipment) อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิสินค้า และทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาอุตสาหกรรมเพื่อกำหนดเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (RVC) ให้เหมาะสมกับสินค้าไทย

3.สนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยถึง 33 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1.57 ล้านล้านบาท การผลักดันภาคส่วนนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ดี

4.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เอสเอ็มอีซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และอาจถูกซ้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า การให้ความช่วยเหลือด้านการเข้าถึงสภาพคล่องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

5.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ อีกหนึ่งสถานการณ์ที่ยังคงร้อนระอุ และหลายฝ่ายเป็นกังวลว่าจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว นั่นคือ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าระหว่างสองประเทศ

แต่ในส่วนนี้ เลขาฯดนุชาระบุทิ้งท้ายว่า ประเมินว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยอย่าง
มีนัยสำคัญ เนื่องจากผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในพื้นที่ และในส่วนของกรณีการขาดแคลนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศในบางกิจการนั้น ตรงนี้มองว่ากระทรวงแรงงานจะสามารถจัดหาแรงงานจากชาติอื่นเข้ามาทดแทนได้ หากเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

จะเห็นว่าแม้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรกจะมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่การไปถึงระดับการเติบโตที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องทำงานควบคู่กัน

ถึงเวลาแล้วที่ไทยเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างโอกาสจากความท้าทาย เพื่อพาประเทศไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพและแข็งแกร่งในระยะยาว