ด้วยปัญหาสะสมสภาวะการเงินตึงตัวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ในแง่การให้บริการภาคการเงินทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ต่างคิดค้นและพัฒนาเครื่องมือที่จะแก้ปัญหาช่องว่างทางการเงิน (Financing Gap) อย่าง บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) จำกัด ก็มองเห็นถึงช่องว่างพร้อมก้าวมาเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม คราวด์ฟันดิง (Crowdfunding Platform) รายแรกๆ ของประเทศไทย
ณัทสุดา พุกกะณะสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเวสทรี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SME ไทยเผชิญวิกฤตสภาพคล่องต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2565 เพราะสินเชื่อหดตัว 11 ไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่NPL (Non-Performing Loan) หรือหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้รายได้ลดลง หนี้เพิ่มขึ้น อีกทั้งเมื่อมาตรการยืดหนี้หมดไปเอสเอ็มอีและรายย่อย (SMEs) ตกอยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่อง ล่าสุดความไม่แน่นอนด้านภาษีและการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐเรียกเก็บกับทุกประเทศ ปัจจัยเหล่านั้นล้วนกดดันความเชื่อมั่น ทำให้การลงทุนของธุรกิจใหญ่ชะลอ ถึงปี 2568 นี้ หน่วยงานรัฐเองก็ประเมินเศรษฐกิจประเทศไทย จะเติบโตได้เพียง 2% เทียบอัตราการเติบโต เห็นได้ว่าไทยต่ำกว่าอาเซียน ที่เฉลี่ยเติบโต 4% และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 3%
“ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยคือ วิกฤตสภาพคล่อง SME ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2565 และการยอมรับว่า Crowdfunding สามารถเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกให้ธุรกิจรอด แต่ยังติดข้อจำกัดโครงสร้าง เช่น เครดิตบูโรไม่สมบูรณ์ ไม่มีระบบปรับโครงสร้างหนี้ถาวร และสิทธิประโยชน์ภาษีไม่เอื้อ ขณะที่ตลาดโดยรวมถดถอยแรง แต่ Investree เราเองยังคงรักษา market share และขยายบทบาทด้วยการเป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน” ณัทสุดากล่าว
ย้อนการทำธุรกิจของอินเวสทรี ที่เปิดดำเนินการมา 7 ปี และได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อ 4 ปีก่อน สามารถช่วย 120 บริษัท ออกหุ้นกู้กว่า 2,000 ฉบับ ระดมทุนทะลุ 4,200 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนนักลงทุนเฉลี่ย 11% ส่วน SME จ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 12% และเวลาระดมทุนต่อดีลเพียง 1 วัน อัตราหนี้เสียประมาณ 10% หรือมูลค่า 445 ล้านบาท แต่กู้คืนได้แล้ว 79% เหลือค้างชำระจริงเพียง 2% ซึ่งมีฐานลูกค้านักลงทุนประมาณ 900 ราย ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย และ Gen Y นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นเงินเย็นยอมรับความเสี่ยงได้ และยังคงลงทุนต่อแม้มีหนี้เสีย
ณัทสุดาระบุว่า “ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความต้องการแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้จริงของ SME ไทยในช่วงที่สภาวะการเงินยังตึงตัว แต่เรามองบทบาทของคราวด์ฟันดิงว่า ไม่ใช่แค่การระดมเงินทุน แต่คือการสร้างสาธารณูปโภคทางการเงินให้ SME ที่มีศักยภาพได้ขยับตัวทันเวลา ข้อสำคัญคือความโปร่งใสในการคัดกรองและติดตามผลหลังการระดมทุน ซึ่งช่วยให้ทั้งฝั่งผู้ออกหุ้นกู้และนักลงทุนทำงานร่วมกันได้อย่างมีวินัย แต่แม้ดีลหุ้นกู้ Crowdfunding จะมีผลตอบแทนน่าสนใจและช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตได้ แต่ทุกการลงทุนมีโอกาสขาดทุน การเลือกลงทุนจึงต้องประเมินทั้งคุณภาพผู้ออกหุ้นกู้ เงื่อนไขสัญญา และสภาพตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”
วรกร สิริจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวเสริมว่า ใบอนุญาตผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญทำให้กรอบบริหารความเสี่ยงของแพลตฟอร์มสมบูรณ์ เพราะช่วยเชื่อมต่อการปกป้องสิทธิผู้ลงทุนตั้งแต่ขั้นตอนคัดกรองผู้ออกหุ้นกู้ การติดตามสัญญาณเตือน จนถึงการดำเนินการทางกฎหมาย ทำให้กระบวนการทั้งหมดทำงานสอดประสานและครบวงจร อินเวสทรีใช้การคัดกรองผู้ออกหุ้นกู้อย่างเข้มงวดและติดตามใกล้ชิด การมีใบอนุญาตนี้ทำให้แพลตฟอร์มสามารถใช้มาตรการที่จำเป็นได้ทันที รวมถึงการดำเนินการหลังได้รับมติจากนักลงทุนได้รวดเร็ว และลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนในกรณีหุ้นกู้ที่มีหลักประกัน ทำให้กระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่ปลดล็อกให้เราสามารถเสนอขายหุ้นกู้ Crowdfunding มีหลักประกันได้เป็นครั้งแรกในไทยด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนโดยตรง ปัจจุบันพอร์ตมีหุ้นกู้ครบกำหนดและชำระคืนแล้ว 91% ผิดนัดชำระหนี้เพียง 2% และเรามีประวัติติดตามเรียกคืนหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ได้ 79% ซึ่งเป้าหมายเราคือการขยายการระดมทุนให้ครอบคลุมทุกธุรกิจที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานหลังการออกตราสารหนี้บนฐานข้อมูลและการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
ทั้งสองผู้บริหารยังให้ข้อมูลอีกว่า ตลาดหุ้นกู้ Crowdfunding เริ่มแรกมี 5 แพลตฟอร์ม แต่ปัจจุบันเหลือ 4 แพลตฟอร์ม คือ 2 แพลตฟอร์มไทย และ 2 สัญชาติสิงคโปร์ โดยมูลค่าตลาดออกหุ้นกู้ลดลงแรง ในปี 2566 และมีมูลค่า 6,000 ล้านบาท ปี 2567 มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท หรือหดตัว 28% และปี 2568 คาดว่าจะยังหดเฉลี่ย 60% โดย Investree ยังคงรักษา market share เบอร์ 1 ของตลาดในไทย เพราะไม่หดตัวแรงเท่าคู่แข่ง
การเติบโตยังสูง จากปัญหาเชิงโครงสร้างของ SME ที่ขาดการสนับสนุนด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ ต่างจากประเทศที่เอื้อต่อสตาร์ตอัพ การเข้าถึงข้อมูลเครดิตยาก เพราะเครดิตบูโรไทยไม่ครอบคลุม non-bank การไม่มีระบบปรับโครงสร้างหนี้ถาวร SME ส่วนใหญ่ต้องรอเป็นหนี้เสียก่อนถึงจะเข้าถึงโครงการช่วยเหลือได้ และความรู้ทางธุรกิจ เช่น การคำนวณ margin, cash flow, cost hidden ของ modern trade ยังอ่อน หลายรายกู้มากขึ้นแต่กลับเจ๊งเร็วขึ้น
เมื่อถามถึงการนำ Blockchain และ Tokenization มาปรับใช้กับหุ้นกู้ และ Crowdfunding ของ Investree สำหรับแนวคิดการ Tokenize หุ้นกู้นั้น สามารถ Tokenize ได้เทคโนโลยี blockchain ทำให้ไม่ต้องมีนายทะเบียน เพราะข้อมูลผู้ถือครองจะถูกบันทึกอยู่ในโค้ดโดยตรง การเปลี่ยนมือของโทเคนสามารถทำได้ทันทีบนระบบ blockchain ลดขั้นตอนและต้นทุนในการโอนหรือเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นกู้ ส่วนประโยชน์ของ Tokenization คือ ลดค่าใช้จ่ายการออกหุ้นกู้ได้มาก เปิดโอกาสให้ลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย เช่น ไม่ต้องลงทุนเป็นล็อต 50,000 บาท แต่ลงทุนได้ตั้งแต่ 100 บาท 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท เช่น นักลงทุนสามารถกระจายเงินลงทุนหลายๆ บริษัทที่มาขอออกหุ้นกู้ เช่น 5,000 บาท ลงได้ครบ 50 บริษัท เป็นต้น
เมื่อถามถึงมุมมองด้านระบบและต้นทุน ระบุว่า การทำ Private Blockchain เองอาจคุ้มค่ากว่าการใช้ระบบที่ธนาคารสร้างขึ้น เช่น ออบิกซ์ เพราะค่าธรรมเนียมจากธนาคารยังแพงอยู่ ปัจจุบันมี Sandbox ของ ก.ล.ต. และแบงก์ชาติ สามารถใช้ทดลองโครงการ Tokenization ได้ และ Investree ได้เสนอโปรเจ็กต์ไปแล้ว โดยภาพรวม ภาพใหญ่ของเทรนด์ Tokenization ถูกมองว่าเป็นอนาคตของตลาดทุน ไม่ใช่แค่หุ้นกู้เอกชน แต่รวมถึงพันธบัตรรัฐบาลไทยที่สามารถแปลงเป็น Token ได้ หากระบบนี้เดินหน้าเต็มรูปแบบ จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง ธุรกรรมรวดเร็วขึ้น และความโปร่งใสเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารอาจสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมบางส่วน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติของเทคโนโลยี disrupt สรุปแนวคิดและความเป็นไปได้ของ Tokenization Investree มี White Paper เกี่ยวกับการนำ Blockchain และ Tokenization มาใช้กับหุ้นกู้ Crowdfunding แล้ว ขณะนี้บริษัทอยู่ในขั้นตอน pre-consultant กับ ก.ล.ต. หากพัฒนาได้จริง Tokenization จะช่วยให้การออกหุ้นกู้ต้นทุนต่ำลง เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนได้ด้วยวงเงินเล็กลง และทำให้การโอนเปลี่ยนมือหุ้นกู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากมี sandbox ที่เหมาะสมจาก ก.ล.ต.-ธปท. บริษัทพร้อมศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนา private blockchain เพื่อใช้ในอนาคต
จากข้อมูลข้างต้น นวัตกรรมภาคบริการ เพื่อลด Financing Gap ถือเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบันและอนาคต

