หน้าแรก เศรษฐกิจ ฟื้นลงทุนอุตฯ...

ฟื้นลงทุนอุตฯสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จับตาประมูลรอบ25 – ดึงบริษัทโลกเลือกไทย

21.08.25 | 13:37 น.

ฟื้นลงทุนอุตฯสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จับตาประมูลรอบที่25 – ดึงดูดบริษัทชั้นนำโลกเลือกไทย

อุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมไทย เริ่มกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง

เมื่อ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เดินหน้าเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบก ครั้งที่ 25 ผู้สนใจยื่นขอสิทธิฯ จาก 5 บริษัท รวม 8 คำขอ คาดว่าภายในเดือนธันวาคม 2568 จะได้ชื่อผู้ชนะ

ทำให้หลายคนสงสัยว่าก้าวแรกของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมไทยเริ่มต้นอย่างไร

ย้อนดูข้อมูลพบว่า ก้าวแรกที่สำคัญในการค้นหาทรัพยากรปิโตรเลียมในไทยเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังในปี 2464 โดยรัฐบาลได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจพื้นที่ในแหล่งฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดกาฬสินธุ์

Advertisement

จนถึงปี 2503 รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ต่อมาในปี 2514 รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ดึงดูดเอกชนต่างชาติเข้ามามาทำการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในไทย จนสามารถก้าวเข้าสู่ยุคโชติช่วงชัชวาลที่ไทยเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2524 จากแหล่งก๊าซเอราวัณในอ่าวไทย และเริ่มผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2526 จากแหล่งสิริกิติ์ในจังหวัดกำแพงเพชร

ทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในเชิงพาณิชย์ได้นับแต่นั้นมา ก่อให้เกิดภาพจำแก่คนไทยในอดีตว่าบริษัทน้ำมันต่างชาติเป็นผู้ได้สิทธิสัมปทานและเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งผลิตปิโตรเลียมของไทย

ทว่าข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ได้ลบล้างภาพจำในอดีตนั้นไปได้เกือบทั้งหมดแล้ว เพราะบริษัทต่างชาติรายใหญ่ที่เคยเป็นเจ้าของสัมปทานในแหล่งต่างๆ หลายรายได้ทยอยขายสิทธิสัมปทานและถอนการลงทุนออกไปจากประเทศไทยมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว

ด้วยเหตุที่แหล่งปิโตรเลียมที่เหลือมีขนาดเล็ก ไม่จูงใจการลงทุน สิทธิสัมปทานดังกล่าวจึงเปลี่ยนมือมาอยู่กับบริษัทคนไทย ที่เป็นคนมีทักษะทางด้านแรงงานและทักษะในการบริหารจัดการองค์กร และเป็นคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญปลายปี 2562 เชฟรอนที่เคยเป็นผู้เล่นรายใหญ่อันดับหนึ่งในอ่าวไทยเพราะเป็นผู้ถือสิทธิสัมปทานในแหล่งก๊าซเอราวัณ ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัมปทานในเดือนเมษายน 2565 ภาครัฐได้นำแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยแปลงดังกล่าวมาประมูลใหม่ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต

ผลการประมูล คือ ปตท.สผ. ชนะการประมูล ส่งผลให้เชฟรอนไม่ได้ดำเนินการต่อในแหล่งเอราวัณ ทำให้บริษัทมีการปรับลดขนาดการลงทุน ด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยลงโดยปริยาย

จากจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งนั้น ส่งผลให้ ปตท.สผ. กลายเป็นบริษัทผู้รับสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอันดับหนึ่งในประเทศไทย มีกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 80% ของกำลังการผลิตในประเทศ

ขณะที่ผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ที่เหลืออยู่ กลายเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีขนาดการลงทุนแต่ละปีไม่สูงมาก ทั้งบนบกและในอ่าวไทย ประมาณ 20 กลุ่ม ประกอบด้วย เชฟรอน, มิตซุยออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น, อพิโก, เชลล์ ไทยแลนด์,  เอ็กซอน โมบิล เอ็กซโพลเรชั่น, แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่, นอร์ธเทิร์น กัลฟ์ ปิโตรเลียม, ออเร้นจ์ เอ็นเนอร์ยี่, อีโค่ โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่, แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่, บุษราคัม, เอ็มพี จี 6, พลังโสภณ, เมดโค เอนเนอร์จี ไทยแลนด์, ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์), โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ อีพี ไทยแลนด์,  อาเวเนียร์ เอ็นเนอร์จี    (ประเทศไทย), Idenmitsu Kosan และ ยูเอซี ยูทิลิตี้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาครัฐโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็มิได้นิ่งนอนใจต่อการจัดหาพลังงานในประเทศ โดยล่าสุดได้มีการเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบก ครั้งที่ 25 ปรากฏว่าผู้สนใจยื่น  ขอสิทธิฯ จาก 5 บริษัท รวม 8 คำขอ โดยมี ปตท.สผ. ยื่นขอสิทธิมากที่สุดจำนวน 3 คำขอ แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด และ บริษัท CanAsia Energy Corp. จำนวน 1 คำขอ, จีโอเมคคานิคอล เซอร์วิสเซส จำกัด จำนวน 1 คำขอ, อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 คำขอ และ ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด จำนวน 2 คำขอ

ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐที่จะชี้ให้นักลงทุนเห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการสำรวจพบปิโตรเลียม ซึ่งคาดว่าภายในเดือนธันวาคม 2568 จะได้ชื่อผู้ชนะ

ทั้งนี้ คนในแวดวงพลังงานทั้งที่อยู่ในภาครัฐและเอกชนล้วนตั้งความหวังต่ออนาคตอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย ว่าจะสามารถกลับมาเฟื่องฟูได้ใหม่เหมือนในอดีตอีกครั้งอย่างแน่นอน หากรัฐมีความจริงใจจริงจังที่จะสร้างบรรยากาศดึงดูดการลงทุนให้กลับฟื้นคืนมา โดยการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งบนบกและในทะเล

ตลอดถึงการบรรลุข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา พื้นที่ซึ่งเชื่อว่ามีศักยภาพสูงด้านปิโตรเลียม หากสามารถผลักดันจนมีการเปิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมขึ้นได้ ก็จะสร้างความคึกคักด้านการลงทุนในแวดวงอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้เพิ่มขึ้นได้มากเลยทีเดียว