หน้าแรก เศรษฐกิจ กพช.ไฟเขียวค่...

กพช.ไฟเขียวค่าไฟ งวดเดือนก.ย.-ธ.ค.68 หน่วยละ 3.94 บาท เลื่อนแผนปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

21.08.25 | 19:33 น.

กพช.ไฟเขียวค่าไฟ งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2568 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อมขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง และเลื่อนแผนปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ โดยให้ชำระค่าไฟฟ้าไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศเรียกเก็บตามรอบค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ในแต่ละรอบ โดยเริ่มตั้งแต่งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2568 เป็นต้นไป

สำหรับค่าไฟฟ้างวดถัดไป เดือน ก.ย.-ธ.ค.2568 กำหนดอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท โดยมอบหมายสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ กกพ.พิจารณาทบทวนการกำหนดช่วงการใช้ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิส่วนลดให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย เพื่อคงวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการอุดหนุนเกินจำเป็น

นอกจากนี้ ให้ สนพ.และ กกพ.พิจารณาปริมาณหน่วยการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับบ้านพักอาศัยที่ควรต้องชำระค่าไฟฟ้าสูงกว่าอัตราที่ กกพ.ประกาศในแต่ละรอบตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป ว่าควรมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงไม่เกินเดือนละกี่หน่วย และปริมาณการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินปริมาณหน่วยขั้นสูงนั้นจะคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าเท่าใด โดยให้นำผลการพิจารณาไปหารือกับ รมว.พลังงานให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้มีมติให้ กฟผ.และ กฟภ.กำหนดราคาจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามมติ กพช.ปี 2558 อย่างเคร่งครัด และเห็นชอบแนวทางปรับปรุงราคาสำหรับสัญญาในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศและเป็นธรรมต่อประชาชนในประเทศ โดยกำหนดชัดเจนว่าราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายให้ประชาชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม มอบหมายให้ กฟผ.และ กฟภ.ร่วมกันศึกษาแนวทางการกำหนดราคาที่เหมาะสม และนำเสนอต่อ กพช.ต่อไป

Advertisement

นายพีระพันธุ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบการขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 ถึงวันที่ 30 ก.ย.2574 ให้สอดคล้องกับอายุสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ประมาณ 28,358 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 6 ปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และให้ สนพ.บรรจุในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

ขณะเดียวกัน ได้เห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อทดแทนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8-9 โดยกำหนดให้เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธ.ค.2568 ไปเป็นวันที่ 31 ธ.ค.2574 หรือจนกว่าการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 จะแล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574) และดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13

พร้อมกันนี้ ให้เลื่อนแผนการปลดออกไปจนถึงปี 2591 โดยจะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว (ไม่จ่ายไฟเข้าระบบ) ระหว่างการปรับปรุงในช่วงปี 2569-2574 ช่วยลดการลงทุน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และลดผลกระทบค่าไฟฟ้าต่อประชาชน คาดว่าจะสามารถลดค่าเอฟทีได้ประมาณ 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าลดลงราว 9,566 ล้านบาทต่อปี โดยให้ กฟผ.เสนอเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2565 เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8-9 และให้ สนพ.บรรจุแนวทางดังกล่าวไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ต่อไป