Stablecoin สินทรัพย์ปฏิวัติโลกการเงิน

23.08.25 | 12:35 น.

ตลาดคริปโทกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังสหรัฐผ่านกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins of 2025 หรือ GENIUS Act สร้างกรอบการกำกับดูแล stablecoin ระดับประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ผมจึงเลือก 10 คำถามที่ถูกถามมากที่สุด และหาคำตอบมาแชร์ให้นักลงทุนไทยได้คิด ก่อนที่ stablecoin จะเข้ามามีบทบาทกับโลกการเงินในไม่ช้า

1.Stablecoin คืออะไร และใช้ทำอะไร

Stablecoin คือสกุลเงิน Digital ที่ทำงานบน Blockchain ตรึงมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ปลอดภัย โดยในบริบทของสหรัฐคือเงินดอลลาร์ในอัตรา 1:1 ต่างจากคริปโทอื่นที่ราคาขึ้นกับ Demands และ Supply ของเหรียญหรือมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิง

Advertisement

ปัจจุบัน Stablecoin ที่ชื่อว่า Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกว่า 80% และถูกใช้เป็นสกุลอ้างอิงใน ecosystem ของธุรกรรมคริปโท จุดแข็งคือความเร็ว ความสะดวก และการเข้าถึงได้ง่าย

2.GENIUS Act คืออะไร และมีประเด็นสำคัญอะไรบ้าง

GENIUS Act เป็นกฎหมายใหม่ของสหรัฐ ที่วางกรอบกำกับดูแล Stablecoin อย่างชัดเจนเพื่อยกระดับกฎเกณฑ์ของคริปโทให้ใกล้เคียงกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินปัจจุบันในทางกฎหมาย

กฎหมายนี้บังคับให้ผู้ออก Stablecoin ต้องมีทุนสำรอง 1:1 เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตรหรือเงินฝากธนาคาร อยู่ภายใต้การกำกับของ Fed, FDIC หรือ OCC เปิดเผยรายงานทุนสำรองรายเดือน
นอกจากนี้ยังห้ามจ่ายดอกเบี้ยแก่ผู้ถือ Stablecoin และสั่งห้ามการสร้าง Stablecoin แบบ Algorithmic เพื่อ
ลดความเสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตในอดีต

3.Stablecoin แตกต่างกับ CBDC อย่างไร

Stablecoin ออกโดยเอกชน ใช้มูลค่าตรึงกับดอลลาร์ผ่านทุนสำรอง ผู้ถือจึงมีความเสี่ยงด้าน Credit ของ
ผู้ออกเหรียญ ความเสี่ยง Liquidity Run หากเหรียญถูกถอนพร้อมกันทันทีในปริมาณมาก นอกจากนี้ก็มีความเสี่ยงด้านกฎหมาย และความเสี่ยง Monetary sovereignty risk หากใช้ข้ามประเทศ

ขณะที่ CBDC (Central Bank Digital Currency) จะออกโดยธนาคารกลาง มีสถานะเป็นเงินตามกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้ชำระหนี้ได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องมีทุนสำรอง คาดว่าจะใช้เป็นเครื่องมือในการส่งผ่านนโยบายการเงิน

ความแตกต่างหลักคือ CBDC มีการรับรองจากธนาคารกลาง แต่อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็ว หรือใช้กันอย่างแพร่หลายได้ เพราะมีการกำกับควบคุมสูง ส่วน Stablecoin ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น สะดวก ไม่กระทบปริมาณเงิน แต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

4.ตลาดของ Stablecoin หลังจากนี้คาดว่าจะใหญ่แค่ไหน

ขนาดของตลาด Stablecoin ปัจจุบันมีมูลค่ารวมราว 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ด้วยแรงหนุนของกฎหมาย GENIUS Act และกระแสการ Tokenization ของสินทรัพย์การเงิน นักวิเคราะห์ในตลาดประเมินว่า
ขนาดของตลาด Stablecoin จะเติบโตเฉลี่ย 30-40% ต่อปีใน 5 ปีข้างหน้า

และถ้า Stablecoin ถูกใช้ในธุรกรรมการชำระเงิน รวมไปถึงธุรกรรมการเงินหลักมากขึ้น ระยะยาวอาจใหญ่ขึ้นถึงระดับล้านล้านดอลลาร์ กลายเป็นสินทรัพย์หลักใหม่ในระบบการเงินทันที

5.Stablecoin มีผลอย่างไรกับสถาบันการเงินปัจจุบัน

ผลกระทบที่สำคัญของคริปโทคือการตัดตัวกลางในระบบการเงินเดิมหรือ Disintermediation ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในสถาบันการเงิน

ภาคการชำระเงินและ Fintech จะต้องเผชิญแรงกดดันมากที่สุด เพราะผู้ใช้สามารถโอน Stablecoin ได้รวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำ ในระยะยาวอาจเป็นโอกาสลงทุนสำหรับบริษัทที่ปรับตัวได้ ชิงส่วนแบ่งตลาดได้ก่อน

สำหรับธนาคารพาณิชย์ Stablecoin คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนในหลายด้าน เช่นการชำระธุรกรรมระหว่างธนาคาร การโอนเงินข้ามประเทศ การบันทึกบัญชี การปล่อยกู้ และการทำ Trade Finance รวมถึงการบริหาร Treasury ของบริษัทใหญ่

ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพสูงขึ้น และต้นทุนลดลง แต่ความท้าทายคือการแข่งขันและเงินฝากอาจไหลออก หากผู้บริโภคเลือกถือ Stablecoin ของธนาคารอื่น

6.ธุรกรรมการชำระเงินจะเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน

การโอนเงินภายในประเทศ อาจเปลี่ยนไม่มาก เพราะระบบพร้อมเพย์และ QR Payment ของไทยมีต้นทุนต่ำ แต่สำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศอาจได้รับผลกระทบ เพราะ Stablecoin มีต้นทุนต่ำกว่า และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ผ่านระบบกลาง

สิ่งที่ต้องจับตา คือธุรกรรมการชำระเงินในตลาดทุน หากใช้ Stablecoin สามารถลด Settlement Risk และเร่งรอบการชำระจาก T+2 เหลือใกล้ T+0 นอกจากนี้อาจใช้แทน B2B Payments ที่ปัจจุบันอาศัยเช็ค หรือ Clearing House ที่ล้าสมัย

7.ผู้ออก Stablecoin จะแก้ไขปัญหาธุรกรรมผิดกฎหมายได้อย่างไร

ความกังวลใหญ่ของการใช้ Stablecoin คือธุรกรรมผิดกฎหมายในโลกคริปโทที่คาดกันว่าผ่าน Stablecoin มากถึง 63%

อย่างไรก็ตาม ธุรกรรม Stablecoin ส่วนใหญ่ คาดว่าจะดำเนินการผ่าน Centralized Exchange สามารถถูกกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายได้

กฎหมายจะกำหนดให้ Exchange ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน AML/CFT (ต่อต้านฟอกเงินและการเงินก่อการร้าย) อย่างเข้มงวด เช่น KYC ผู้ใช้งาน การติดตามกระเป๋าเงิน และการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย

8.Stablecoin เพิ่มโอกาสที่ดอลลาร์จะคงสถานะสกุลเงินหลักของโลกมากแค่ไหน

Stablecoin ของสหรัฐทั้งหมดจะตรึงกับดอลลาร์ จึงมีโอกาสรักษาอำนาจนำในโลกการเงิน Digital ได้ต่อไป
และการที่สหรัฐเลือกที่จะไม่ออก CBDC เอง แต่เปิดทางให้เอกชนสร้าง Stablecoin ภายใต้กรอบ GENIUS Act แสดงถึงกลยุทธ์ที่มุ่งให้ดอลลาร์ครองตลาดผ่านภาคเอกชน ทำให้การนำ Stablecoin (USD) ไปใช้ เกิดขึ้นง่ายและรวดเร็วทั่วโลก ทำให้ดอลลาร์ฝังตัวลึกในระบบการเงินโลก แม้ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ดอลลาร์โดยตรง

Stablecoin จึงเป็นเหมือน Soft Power ทางการเงิน ที่เสริมบทบาทดอลลาร์ในการรักษาสถานะการเป็นเงินหลักของโลกอย่างมาก

9.โอกาสการลงทุนจากการเกิดขึ้นของ Stablecoin คืออะไร

มองผ่านการลงทุนในหุ้นรายตัว Stablecoin จะสร้างโอกาสทั้งทางตรงและอ้อม

ทางตรง คือบริษัทฟินเทคและการชำระเงิน เช่น Visa และ Mastercard แม้ระยะสั้นจะถูกกระทบแรงงานความกังวลเรื่องส่วนแบ่งตลาดที่อาจเสียไป แต่ระยะยาวคาดว่าจะได้แรงหนุนจากประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น

ทางอ้อม คือธนาคารระดับโลกอย่าง JPMorgan, MUFG และ SMFG สามารถใช้ Stablecoin ลดต้นทุนธุรกรรมและขยายบริการโอนเงินข้ามพรมแดน

นอกจากนี้อาจมี Nasdaq ที่ได้ประโยชน์จากการเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ใช้ Stablecoin ในการชำระราคาหลักทรัพย์

10.พัฒนาการของโลกการเงินครั้งนี้ มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

ความเสี่ยงแรก เสถียรภาพการเงิน หากมีการไถ่ถอน Stablecoin ขนาดใหญ่พร้อมกัน ผู้ออกอาจต้องขายหลักประกันอย่างรวดเร็ว อาจกดดันตลาดพันธบัตร และสร้างความผันผวนคล้าย Run on the Bank

ความเสี่ยงที่สอง การแข่งขันในระบบการเงินที่สูงและหลากหลายขึ้น หากผู้บริโภคเลือกกระจายการถือ Stablecoin ในหลายสถาบันการเงิน สภาพคล่องในระบบจะกระจัดกระจาย กระทบความสามารถในการปล่อยสินเชื่อ

ความเสี่ยงที่สาม ความไม่สอดคล้องของกฎหมายระหว่างประเทศ หากบางประเทศไม่ยอมรับ Stablecoin ข้ามพรมแดน อาจทำให้ระบบมีความซับซ้อนตรวจสอบยาก

และสุดท้าย ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นการใช้ Stablecoin เพื่อควบคุมสถาบันการเงิน คว่ำบาตรบางธุรกิจ หรือเลี่ยงการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ อาจสร้างแรงกดดันใหม่ต่อรัฐบาลสหรัฐ และกระทบตลาดการเงินโลกโดยตรงได้ครับ

โลกการเงินหลังการเข้ามาของ Stablecoin อาจไม่ stable แต่จะตื่นเต้นขึ้นแน่นอนครับ