อธิบดีพรยศ ห่วงประชาชน-สิ่งแวดล้อม สั่งกรมโรงงานปูพรมตรวจ 6,000 โรงงานเสี่ยง โฟกัสอีอีซี – กทม.
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เดินหน้าขับเคลื่อนการควบคุมการปนเปื้อนดินและน้ำใต้ดินในพื้นที่โรงงาน ตามกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน พ.ศ. 2559 โดยมอบหมายกองส่งเสริมเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมโรงงาน (กทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่มีความเสี่ยงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองรวมทั้งสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีโรงงานจำนวน 12 ประเภท ซึ่งเข้าข่ายต้องตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินทั่วประเทศกว่า 6,000 โรงงาน
“กรอ. ดำเนินโครงการตรวจสอบการควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน ปีงบประมาณ 2568 เพื่อทวนสอบข้อมูลการรายงาน รวมถึงให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน การบำรุงรักษาบ่อสังเกตการณ์ และการจัดทำมาตรการควบคุมและลดการปนเปื้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม”นายพรยศกล่าว
เมื่อเร็วๆนี้ ยังมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม ร่วมชุดปฏิบัติการตรวจสุดซอยของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือทีมสุดซอย นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง (สอจ.ระยอง) เร่งเข้าตรวจสอบ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จังหวัดระยอง ตามเบาะแสจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยองว่ามีผู้ต้องสงสัยเข้าไปรื้อค้นและอาจนำเอกสารสำคัญออกไป ทั้งที่บริษัทฯ ถูกศาลจังหวัดระยองตัดสินคำพิพากษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีความผิดคดีอาญา ข้อหาครอบครองวัตถุอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และข้อหาปล่อยสารอันตรายหรือสิ่งของปนเปื้อนสารอันตรายลงสู่หนองพะวาซึ่งเป็นแหล่งน้ำสาธารณะ
นางริกาญจน์ ฉัตรสกุลวิไล ผู้อำนวยการกลุ่มมลพิษดิน (กทส.) ในฐานะหัวหน้าทีมตรวจ กล่าวว่า การดำเนินโครงการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้ประกอบกิจการโรงงานเป็นอย่างดี ช่วยให้การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ นอกจากนี้ ยังได้ทวนสอบการรายงานข้อมูลเพื่อขอยกเว้นการตรวจสอบดินและน้ำใต้ดินในโรงงาน และให้คำแนะนำในการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว โดยโครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม 2568 ยืนยันว่า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

