หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘แมทริก ชุง’ ...

‘แมทริก ชุง’ แม่ทัพ Advantech ประเทศไทย ดัน Edge AI สร้างโอกาสใหม่ธุรกิจ-ขับเคลื่อนอุตฯไทยยั่งยืน

24.08.25 | 10:07 น.
แมทริก ชุง
แมทริก ชุง

ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว การนำโซลูชั่นอัจฉริยะมาเสริมศักยภาพภาคอุตสาหกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

แอดวานซ์เทค (Advantech) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่น Edge AI, Industrial IoT และคอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรม ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังสร้างคุณค่าใหม่ให้กับชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างยั่งยืน

บริษัทเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2002 และก่อตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการในปี 2004 แอดวานซ์เทคได้วางรากฐานที่มั่นคงในกลุ่มโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยมีลูกค้าชั้นนำอย่าง Seagate, Western Digital (WD) และ Toshiba Semiconductor ที่ไว้วางใจใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ก่อนขยายบทบาทอย่างมีนัยสำคัญสู่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย รวมถึงการนำโซลูชั่นมาช่วยยกระดับชีวิตของคนไทยในยุคดิจิทัล จึงตอบโจทย์ครอบคลุมทั้ง Smart Manufacturing และ Smart City

เบอร์ 1 โลกคอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรม

Advertisement

มติชนสัมภาษณ์ แมทริก ชุง (Matrix Choong) ผู้จัดการทั่วไป (General Manager) บริษัท Advantech Corporation (Thailand) Co.,Ltd. เล่าถึงวิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจที่ช่วยผลักดันให้บริษัทก้าวสู่ความสำเร็จ พร้อมเผยกลยุทธ์สำคัญที่จะนำพาแอดวานซ์เทคไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนในประเทศไทย

แมทริกให้ข้อมูลว่า สินค้าของแอดวานซ์เทคส่วนใหญ่ คือคอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรม ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ตัวอย่าง เช่น โรงงานผลิตยางรถยนต์ Michelin บริษัทผลิตล้อรถยนต์อย่าง Enkei และระบบไฟฟ้ารถยนต์ ส่วนใหญ่จะใช้คอมพิวเตอร์ของเราในสายการผลิต (production line) ที่ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ เพราะต้องรันระบบ 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง (24/7) โดยทางแอดวานซ์เทคจะเข้าไปทำงานร่วมกับ System Integrator (SI) ในลักษณะการทำโปรเจ็กต์ร่วมกัน

ทั้งนี้ สินค้าและโซลูชั่นของแอดวานซ์เทคมีหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ คอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรม, IoT อุตสาหกรรม และ Edge AI แต่สินค้าที่เป็น Core ของเราคือ คอมพิวเตอร์เกรดอุตสาหกรรม ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ถือว่าเราเป็นเบอร์หนึ่ง รายได้ทั่วโลกของแอดวานซ์เทคอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาทต่อปี เติบโตปีละประมาณ 15% โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน อย่างไรก็ตาม สำหรับปีนี้ สิ่งที่เรามั่นใจคือการนำ AI มาใช้สร้างอนาคตทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรม พลังงาน และชีวิตประจำวันของคนไทย

จากรายงานของ Gartner ระบุว่า คาดว่าตลาด Edge Computing & Industrial AI จะเติบโตถึง 511 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17.89 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2033 เพิ่มขึ้นจาก 131 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.585 ล้านล้านบาท) ในปี 2023

ขยายตลาด AI เข้มข้นทุกกลุ่มลูกค้า

แมทริกระบุ ในช่วงแรก Advantech ประเทศไทยเน้นการนำ Vision AI เข้ามาช่วยตรวจสอบมาตรฐานปฏิบัติงาน (SOP) ในกระบวนการประกอบสินค้า ทั้งจากเครื่องจักรและการตรวจสอบของพนักงาน เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นเป็นไปตามแบบที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากขาดการตรวจสอบ อาจเกิดข้อผิดพลาด เช่น การวางสายไฟผิดตำแหน่ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการใช้งาน และทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ผลิต ด้วยความสามารถของ AI ในการจดจำและวิเคราะห์รายละเอียดได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความผิดพลาดในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความละเอียดและความแม่นยำสูง

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถนำ AI มาใช้ในกระบวนการผลิตแผงวงจรพีซีบี (PCB) ที่ประกอบด้วย CPU และ NPU โดยติดตั้งกล้องที่มี AI ช่วยจดจำและตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผงวงจรหรือบอร์ดที่ผลิตไม่มีตำหนิและได้คุณภาพตามมาตรฐาน หลังจากประกอบเสร็จ จะเข้าสู่ขั้นตอนบรรจุและติดป้ายต่างๆ ซึ่ง Vision AI สามารถตรวจสอบตำแหน่งโลโก้ บาร์โค้ด หรือข้อมูลสำคัญให้อยู่ในที่ถูกต้องได้

 

 

หากใช้คนตรวจสอบ อาจเกิดความเหนื่อยล้าและความผิดพลาดได้ ดังนั้น AI จึงทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงานของมนุษย์อย่างแท้จริง

ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป Advantech จะขยายตลาด AI อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้นโดยในแผนธุรกิจปี 2025 ครึ่งปีที่ผ่านมา เรามุ่งเน้นพัฒนาลูกค้าในกลุ่ม Smart Manufacturing ขณะที่ฝั่ง Smart City จะโฟกัสกลุ่มธุรกิจค้าปลีก เช่น ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และศูนย์การค้า ด้วยผลิตภัณฑ์เครื่อง POS, Digital Signage สำหรับรันโฆษณา รวมถึง Kiosk ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดนี้อย่างครบถ้วน

ในส่วนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าก็จัดอยู่ในกลุ่ม Smart City เช่นกัน โดยลูกค้าหลักของแอดวานซ์เทค ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ซึ่งต้องใช้ระบบควบคุมพลังงาน (energy controller) ที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง 24/7 และทนความร้อนสูง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าโดยตรง

นอกจากนี้ เรายังขยายตลาดสู่กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่เราให้ความสำคัญมานานกว่า 6 ปี โดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในโครงการ Vital Sign ที่ใช้คอมพิวเตอร์เกรด Medical สำหรับวัดสัญญาณชีพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต

จุดเด่นสำคัญคือระบบรถเข็นส่งยาที่มาพร้อมโซลูชั่นอัตโนมัติ ซึ่งเพียงแค่ยิงบาร์โค้ดของผู้ป่วย ระบบจะดึงยาที่ถูกต้องตามคำสั่งแพทย์มาให้ช่วยลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยาและเพิ่มความครบถ้วนในการดูแลผู้ป่วย ระบบนี้เรียกว่า Automatic Dispenser Cabinet หรือตู้ยาอัตโนมัติแบบเข็นได้ โดยส่วนใหญ่ใช้ในโรงพยาบาลเอกชน แต่โรงพยาบาลรัฐ เช่น ศิริราชและรามาธิบดีก็เริ่มให้ความสนใจอย่างมาก

ทั้ง Smart Manufacturing และ Smart City ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Digitalization เพราะไม่ว่าจะเป็นโรงงานหรือโรงพยาบาล หากต้องการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและผลิต จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกัน เพื่อให้คนหน้างานและบุคลากรในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งในช่วงแรกต้องอาศัยการลงทุนอย่างหนัก

นอกจากนี้ เรายังเจาะตลาดกลุ่มโลจิสติกส์ เช่น โกดังเก็บสินค้าและโรงงานเก็บรถยนต์ ตัวอย่างหนึ่งคือบริษัทขนส่งชั้นนำที่มีโกดังเก็บกล่องสินค้าจำนวนมาก จึงต้องการคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง รวมถึงระบบควบคุมอุณหภูมิสำหรับรถขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า

ทั้งนี้ แม้ว่าเราจะสามารถพัฒนาโซลูชั่นสำหรับควบคุมการใช้พลังงานในอาคารได้ แต่ในประเทศไทย อาคารส่วนใหญ่มักเป็นอาคารเก่าที่ยังไม่รองรับระบบดิจิทัลทันสมัย จึงทำให้ตลาดนี้ยังเติบโตได้ช้า

 

PCB ไทยโตแรงโอกาส Advantech

แมทริกระบุ สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมผลิตแผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board – PCB) พบว่า ในไทยโรงงานผลิตแผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board – PCB) มีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามูลค่าการลงทุนปัจจุบันสูงถึง 100,000 ล้านบาท (ข้อมูลจาก BOI) นักลงทุนจากจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ต่างให้ความมั่นใจและเลือกตั้งฐานผลิตในไทย ซึ่ง PCB เป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแทบทุกอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน เนื่องจากอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด เช่น นาฬิกา คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์

โรงงาน PCB เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้สารเคมีจำนวนมากในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะขั้นตอนล้างแผงวงจร Motherboard ซึ่งประกอบด้วยหลายชั้นและมีการเดินวงจรอย่างซับซ้อน จึงต้องใช้สารเคมีทั้งในการพิมพ์และล้าง ทำให้เป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยงสูง แม้จะลดจำนวนคนงานลงเท่าใดก็ยังไม่พ้นความเสี่ยงเหล่านี้ รวมถึงความเสี่ยงจากไฟไหม้ที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโรงงานประเภทนี้

 

ด้วยความอันตรายดังกล่าว โรงงาน PCB จึงต้องมีระบบมอนิเตอร์ควบคุมและตรวจสอบทุกจุดอย่างใกล้ชิด ทั้งระบบไฟแจ้งเตือน (Alarm) กล้องวงจรปิด และระบบระบายอากาศ

ในประเทศไทย Advantech ได้วางระบบ EHS (Environment, Health, and Safety) ให้กับโรงงานในเครือสหพัฒน์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรงงานที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก มีการใช้ระบบอัตโนมัติทั้งในเครื่องจักรและระบบขนส่งด้วย AGV โรงงานนี้มีขนาดใหญ่แต่ใช้แรงงานเพียง 300-400 คน ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาครั้งแรกในไทย เพราะก่อนหน้านี้ระบบนี้ถูกใช้ในโรงงานขนาดใหญ่ที่จีน และแอดวานซ์เทคจีนเป็นผู้วางระบบ

เมื่อโรงงานย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ทางผู้บริหารจึงเลือกให้แอดวานซ์เทคประเทศไทยเข้ามาดูแลระบบนี้ โดยเชื่อมั่นในความรู้และประสบการณ์ที่เรามีในการวางระบบที่ประสบความสำเร็จ

จากแนวโน้มที่ BOI ดึงดูดนักลงทุนโรงงาน PCB ให้มาตั้งฐานผลิตในไทยมากขึ้น แอดวานซ์เทคเห็นโอกาสที่จะนำเสนอโซลูชั่นที่เหมาะสมและครอบคลุมมากขึ้น โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิต PCB ประมาณ 49 แห่ง พร้อมซัพพลายเออร์อีก 55 ราย ทั้งบริษัทผลิตเครื่องจักร สารเคมี และซอฟต์แวร์

การดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายของ Advantech ประเทศไทย ภายใต้กรอบวิสัยทัศน์ของผม พบว่าฝั่ง Smart City ยังเผชิญความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไม่กลับมาตามคาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลให้ลูกค้าชะลอการลงทุน

ในทางกลับกัน ฝั่ง Smart Manufacturing กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปีนี้มีสัดส่วนถึง 65-70% ของธุรกิจทั้งหมดของเรา เนื่องจากหลายอุตสาหกรรมในไทยเริ่มนำ AI เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการผลิต

ขอรบ.มีเสถียรภาพ-ไม่กังวลภาษีทรัมป์

สำหรับประเด็นกำแพงภาษีของสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อไทยในมิติการลงทุนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical investment) บริษัทจากจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่นจึงกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย

ในไทย การลงทุนส่วนใหญ่มุ่งไปที่โรงงาน PCB ซึ่งไม่ได้ตั้งโรงงานแบบเดี่ยว แต่เป็นกลุ่มซัพพลายเออร์ที่ทำงานร่วมกันในห่วงโซ่อุปทานคล้ายอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีต่างประเทศ รัฐบาลไทยควรออกนโยบายสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น การสร้างมาตรฐานและแนวทางรักษาความลับของโรงงานผลิตชิป เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล

แมทริกระบุด้วยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเสถียรของรัฐบาล รวมถึงกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีการลงทุนจำนวนมาก จำเป็นต้องมีนโยบายที่นิ่งและมั่นคง เพื่อให้บริษัทสามารถวางแผนธุรกิจและการก่อสร้างโรงงานในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ

“สำหรับธุรกิจภายในประเทศ เราต้องการให้รัฐบาลมีโรดแมปที่ชัดเจนในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า ว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมหรือกลุ่มตลาดใด มีเป้าหมายการเติบโตอย่างไร และมีกระบวนการดำเนินงานอย่างไร เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” แมทริกเน้นย้ำ