หน้าแรก เศรษฐกิจ อีคอนไทยห่วงภ...

อีคอนไทยห่วงภาษีทรัมป์-ปมกัมพูชาทุบส่งออก แนะรบ.อัดมาตรการกระตุ้น ฟื้นคนละครึ่ง

24.08.25 | 12:52 น.

อีคอนไทยห่วงภาษีทรัมป์-ปมกัมพูชาทุบส่งออก แนะรบ.อัดมาตรการกระตุ้น ฟื้นคนละครึ่ง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ว่า โดยส่วนตัวมองว่าภาพรวมยังเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว การท่องเที่ยวที่ไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรงลง ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและแรงกดดันที่ภาคเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2568 ไม่กล้าพูดว่าจะดีขึ้นมาก เนื่องจากปีนี้ ถูกซ้ำเติมจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาษีทรัมป์ ตลอดจนปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการส่งออกของไทย โดยปกติรายได้จากการส่งออกของไทยที่เคยมีมูลค่าประมาณ 300,000 ล้านบาท พอเจอปัจจัยเหล่านี้ อาจส่งผลให้ รายได้ส่งออกหายไปกว่า 150,000 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่ง ถือเป็นจำนวนมหาศาลที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อการส่งออกหดตัวลง กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมย่อมลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้ของแรงงาน เช่น ชั่วโมงทำงานล่วงเวลาที่ลดลง และการจ้างงานที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอลง คือ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญก็มีแนวโน้มอ่อนแรงเช่นกัน โดยข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ชี้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยลดลงประมาณ 6% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามกลับเติบโตถึง 22% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว

“เมื่อการส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตัว ย่อมกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะรายได้ของประชาชนหดตัวลง อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อ ยังคงเป็นเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจปีนี้ ถ้าปล่อยให้ซบเซา เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่สามารถฟื้นได้” นายธนิต กล่าว

Advertisement

นายธนิต กล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา มองว่า หากรัฐบาลยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตจีดีพีในปีนี้ไว้ที่ระดับประมาณ 2% ขึ้นไป รัฐบาลจะต้องเร่งเดินหน้ามาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่เคยพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ เช่น ลักษณะโครงการ “คนละครึ่ง” ควรนำมากลับมาใช้ เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้จริง และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศที่ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ

มาตรการเหล่านี้แม้จะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ก็เป็นกลไกสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และช่วยประคองภาคธุรกิจไม่ให้ซบเซาหนักไปกว่านี้

นายธนิต กล่าวว่า นอกจากนี้ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาลควรจะต้องพิจารณาวางแผนการใช้ กระสุนทางการคลังอย่างระมัดระวังและตรงเป้าโดยเลือกสนับสนุนกลุ่มที่จำเป็นจริง เช่น ผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้การอัดฉีดงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในปลายปีนี้ไปได้

ข้อสรุปคือ เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ การกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวไปมากกว่านี้