เป็นเวลากว่าหลายปีที่ “การบินไทย” สายการบินแห่งชาติที่เคยเป็นสัญลักษณ์บนฟ้าของประเทศไทย ต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่จากปัญหาการขาดทุนสะสมยาวนาน ผสมกับผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้รายได้จากผู้โดยสารหดหาย จนนำไปสู่การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลายในปี 2563
ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากตลอด 4 ปี บัดนี้ การบินไทยสามารถพลิกฟื้นผลการดำเนินงาน โดยมีกำไรกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับปรับโครงสร้างทุน ทั้งการแปลงหนี้เป็นทุน และการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นที่เรียบร้อย
การกลับมาบินรอบโลกของ “การบินไทย” ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาบินได้อีกครั้ง แต่เป็นการกลับมาที่ต้องยิ่งใหญ่และยั่งยืน
⦁บอร์ดใหม่ปลัดคลังนำทัพ
หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สืบเนื่องมาจากการบินไทยปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของแผนฟื้นฟูกิจการครบทั้งหมด
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ก้าวต่อไปของการบินไทย คือการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อสร้างความยั่งยืน ขณะเดียวกันยังต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเร่งคืนความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
สิ่งที่น่าจับตามองคือ “บอร์ดใหม่” ของการบินไทย ที่กลับมาพร้อมทีมบริหารชุดใหญ่ นำโดย ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ทำหน้าที่ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือเป็น “แม่ทัพหลัก” ที่จะกำหนดทิศทางองค์กร โดยมีผู้บริหารมืออาชีพทั้งหน้าใหม่และหน้าเดิมจากทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเสริมความแข็งแกร่ง จุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่ทำให้การบินไทยอยู่รอด แต่ต้องกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติที่น่าเชื่อถือและสร้างชื่อในตลาดโลกอีกครั้ง
ลวรณระบุ คณะกรรมการชุดใหม่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 11 คนจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีกรรมการเดิม 3 คน อดีตผู้บริหารแผนฟื้นฟู 2 คน และกรรมการใหม่อีก 8 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกตาม Board Skills Matrix เพื่อให้ครอบคลุมความรู้รอบด้าน ทั้งธุรกิจการบิน การเงินกฎหมาย กลยุทธ์ การตลาด และเทคโนโลยีดิจิทัล ขณะเดียวกันยังจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เพื่อเสริมความเข้มแข็งด้านธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคือหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเจ้าหนี้รายหลักของการบินไทย หลายคนจึงเกิดข้อสงสัยว่า การเข้ามาบริหารการบินไทยของลวรณ จะทำให้เชื่อใจได้มากน้อยแค่ไหนว่าการบินไทยจะไม่กลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ
ตรงนี้ ลวรณชี้แจงว่า แม้ตนเองจะเป็นผู้บริหารจากภาครัฐ แต่ขอยืนยันว่าสถานะการบินไทยไม่ควรเป็นรัฐวิสาหกิจ และจะยังคงสถานะเอกชนต่อไปเพื่อความคล่องตัวในการทำธุรกิจ แม้กระทรวงการคลังจะถือหุ้นอยู่ 38% แต่ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ดีอยู่แล้ว เพราะธุรกิจการบินจำเป็นต้องมีความคล่องตัวและเป็นอิสระ รัฐบาลเล็งเห็นชัดเจนตั้งแต่ช่วงที่การบินไทยประสบปัญหา และเห็นถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้รับอิสระในการบริหารจัดการ
โดยสถานะของการบินไทยในวันนี้แข็งแกร่งแล้ว และพร้อมกลับมาในรูปแบบบริษัทเอกชนเต็มตัว แต่รัฐบาลจะยังคงอยู่ในฐานะที่พร้อมให้การสนับสนุนในเรื่องความเข้มแข็งของทุนและหากมีปัญหาเรื่องเงินทุนรัฐบาลก็พร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหากมีความจำเป็น แต่จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยมืออาชีพอย่างแท้จริง
การบินไทยในบทใหม่จึงไม่ใช่เพียงการหลุดพ้นจากแผนฟื้นฟู แต่เป็นการ “รีสตาร์ต” องค์กร เพื่อพิสูจน์ว่าสามารถบินสูงได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันอุตสาหกรรมการบินที่ดุเดือด และคาดหวังว่าจะกลับมาเป็นเสาหลักด้านการคมนาคมและเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง
⦁กลับสู่ตลาดหลักทรัพย์ ไร้กดดันจากการเมือง
เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 บรรยากาศที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คึกคักเป็นพิเศษ หลังชื่อ “THAI” หรือบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ปรากฏกลับมาในกระดานอีกครั้ง
ลวรณระบุ การบินไทยได้กลับเข้าซื้อขายหลักทรัพย์วันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อีกครั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 หลังจากประสบความสำเร็จจากการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ครั้งสำคัญในฐานะสายการบินของคนไทย และต้องขอบคุณประชาชนที่เชื่อมั่นต่อการบินไทย
โดยสร้างปรากฏการณ์ ราคาเปิดซื้อขายวันแรกอยู่ที่ 9.50 บาทต่อหุ้น และทำราคาสูงสุดที่ 11 บาทต่อหุ้น ต่ำสุดที่ 8.55 บาทต่อหุ้น จากราคาเสนอขายหุ้น เพิ่มทุนที่ 4.48 บาทต่อหุ้น แม้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ โบรกเกอร์หลายสำนัก ประเมินราคาเป้าหมายหุ้น THAI ไว้เพียง 10 บาทเศษเท่านั้น แต่ราคาหุ้นก็พุ่งทะลุราคาเป้าหมายตั้งแต่วันแรก และยังเดินหน้าต่อไป จนขึ้นไปแตะที่ระดับ 20 บาท และเป็นหุ้นที่ครองความเป็นหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดอันดับ 1 ในทุกวัน
ทั้งนี้ กระแสแรงกดดันเรื่องราคาหุ้นที่พุ่งสูงเกินเพดานมากไป แต่ลวรณก็มองว่าไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะจากตัวเลขต่างๆ ที่เป็นข้อเท็จจริงก็จะเห็นอยู่แล้วว่าวันนี้ การบินไทยแข็งแกร่งมากแค่ไหน
ลวรณยังระบุว่า ปัจจัยความเสี่ยงที่การบินไทยมองในปี 2568 คือราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ แต่บริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันไว้เป็นอย่างดี ทำให้ผลกระทบมีจำกัด และจากการขายตั๋วล่วงหน้า บริษัทมองเห็นทิศทางที่ดีของผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี และมั่นใจในการควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน
นอกจากนี้ แผนธุรกิจหลังจากนี้จะต้องต่อยอดให้ได้ตามแผนฟื้นฟูที่ทำมา ซึ่งมองว่าขณะนี้การบริหารจัดการภายในดีมากแล้ว แต่การบินไทยยังขาดฮาร์ดแวร์ คือเครื่องบินที่เรายังมีไม่พอ หากมีเครื่องบินมากกว่านี้ เชื่อว่าเราจะทำรายได้ให้กับการบินไทยได้สูงกว่านี้อีก
ปัจจุบัน การบินไทยได้วางแผนจัดหาเครื่องบิน โดยลวรณย้ำว่า จะต้องแยกประเด็นก่อน โดยในส่วนข้อเจรจาภาษีสหรัฐก็อีกส่วนหนึ่ง และในส่วนแผนของบริษัทก็ส่วนหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการตกลงราคาซื้อขายไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 โดยเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 45 ลำ และในระยะถัดไป จะมีการจัดหาอีก 35 ลำ ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง แต่ในปีนี้ยังไม่สามารถรับมอบเครื่องบินได้เนื่องจากผลิตไม่ทัน คาดว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปี 2571
ส่วนเงื่อนไขการเจรจาภาษีสหรัฐที่ทีมไทยแลนด์ให้รายละเอียดไว้ว่า จะมีการซื้อเครื่องบินจากสหรัฐเพิ่ม 80-90 ลำนั้น การบินไทยได้ซื้อเครื่องบินไปแล้ว 45 ลำ ส่วนอีก 35 ลำ เป็นทางเลือก ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของการบินไทยว่าจะตัดสินใจเลือกจำนวนเท่าใด และเป็นเครื่องบินแบบไหน พร้อมยืนยันว่าไม่มีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง
“การบินไทยกลับมาอยู่ในจุดนี้ได้ เชื่อว่าความเป็นอิสระและการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การบินไทยเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ส่วนแรงกดดันจะต้องจัดซื้อเครื่องบินเพิ่มเติมในการเจรจาภาษีสหรัฐ มองว่าเป็นเพียงการพิจารณามากกว่า และต่อให้มีการซื้อจริงก็ต้องดูในหลายองค์ประกอบด้วย อาทิ ขนาดเครื่องบิน ประเภทเครื่องบินระยะเวลาในการส่งมอบ มีความสำคัญร่วมกันทั้งหมด” ลวรณระบุ
นอกจากนี้ ลวรณระบุ การบินไทยยังวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวไว้ ดังนี้
1.การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการดำเนินงาน สามารถตรวจสอบได้
2.การปรับโครงสร้างฝูงบินและจำนวนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพโดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีเครื่องบินจำนวน 150 ลำในปี 2576 ซึ่งลดจำนวนแบบเครื่องบินจาก 8 แบบก่อนเข้าแผนฟื้นฟูกิจการเหลือเพียง 4 แบบ และลดจำนวนเครื่องยนต์จาก 9 แบบเหลือ 5 แบบ ส่งผลให้สามารถควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานและซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในสนามบินสุวรรณภูมิจากปัจจุบันที่ 26% เป็น 35% ภายในปี 2572 เหมือนที่เคยทำได้ในอดีตที่ผ่านมา
3.การขยายเส้นทางและความถี่ในการบินเพื่อมุ่งสู่การเป็น regional network airline เชื่อมต่อระดับภูมิภาคและระหว่างทวีป
4.การปรับปรุงบริการห้องโดยสารและช่องทางการขายเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า
5.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งรวมถึงเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางการขายตรง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้การบินไทยพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
⦁ไตรมาส2โชว์เก่งโกยกำไร1.2หมื่นล้าน
ในช่วงทั้งสัปดาห์แรกที่การบินไทยกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก โดย 4 วันแรก หุ้น THAI มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 4,400 ล้านบาท ราคาหุ้น (7 สิงหาคม) ปิดที่ 13.40 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 27% จากวันแรกที่กลับมา ส่งผลให้มูลค่าตลาดแตะ 379,264 ล้านบาท ติดอันดับ 11 ของตลาดหลักทรัพย์
ไม่เพียงแต่บรรยากาศการซื้อขายหุ้นที่ดูจะไปได้สวยเท่านั้น ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2568 สายการบินแห่งชาติก็ได้แสดงให้เห็นถึงการพลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่ง
การบินไทยรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568 ระบุ การบินไทยและบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการพิเศษ) 44,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อน โดยมีผู้โดยสาร 3.97 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 4% อัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ที่ 77% สูงกว่าปีก่อนที่ 73.2% ปัจจัยสำคัญมาจากการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางยอดนิยม อาทิ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และเดนปาซาร์ ตลอดจนการขยายความร่วมมือผ่านการทำ Codeshare กับสายการบินพันธมิตร
ด้านค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 34,648 ล้านบาท ลดลงถึง 9% จากปีก่อน แม้เที่ยวบินเพิ่มขึ้นก็ตาม ปัจจัยหนุนหลักคือราคาน้ำมันที่ลดลง และการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (EBIT) 10,180 ล้านบาท พุ่งขึ้นกว่า 71% และมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT Margin) สูงถึง 22.7%
เมื่อรวมรายได้พิเศษจากการเปลี่ยนสัญญาเช่าเป็นซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 4 ลำ บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 2 สูงถึง 12,134 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีกำไรเพียง 314 ล้านบาท ถือเป็นการฟื้นตัวที่น่าจับตา
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 96,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากปีก่อน ผู้โดยสารรวม 8.3 ล้านคน อัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย 80.2% สูงกว่าปีก่อนที่ 78.1% ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 71,863 ล้านบาท ลดลง 1.5% กำไรสุทธิรวม 21,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 702% จากปีก่อนที่มีกำไรเพียง 2,738 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์เส้นทางบินที่ได้ผล
ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมีเครื่องบินใช้งาน 78 ลำ สินทรัพย์รวม 297,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2567 กว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมลดลงเหลือ 230,134 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 67,557 ล้านบาท อีกทั้งยังมีเงินสดและสินทรัพย์การเงินหมุนเวียนถึง 120,010 ล้านบาท
การบินไทยระบุ จากตัวเลขทั้งหมดสะท้อนว่าการบินไทยไม่เพียงกลับมายืนได้ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้โดยสาร นักลงทุน และสังคมในวงกว้างได้อีกครั้ง ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับโครงสร้างองค์กร การจัดการต้นทุนที่รัดกุม และการตอบสนองความต้องการเดินทางที่กลับมาคึกคักหลังโควิด
⦁ชูแผนธุรกิจใหม่ลบค่านิยมเดิม
นอกจากนี้ ทางการบินไทยได้มีแผนการปรับโฉมรูปแบบการบริการใหม่เอาใจผู้โดยสาร เพื่อยกระดับภาพลักษณ์สายการบินให้ทันสมัยยิ่งขึ้นไม่ดูล้าสมัยเหมือนที่เคยโดนวิพากษ์วิจารณ์
โดย ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยได้วางกลยุทธ์เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดรับกับความต้องการของนักเดินทางในยุคปัจจุบัน
มุ่งเน้นการยกระดับการเดินทางในทุกมิติ ผสานเสน่ห์ความเป็นไทยเข้ากับเทคโนโลยีการบินล้ำสมัย โดยเริ่มจากการนำนิตยสาร “Sawasdee” โฉมใหม่กลับมาอีกครั้งหลังจากที่หายไปจากเที่ยวบินเกือบ 5 ปี โดยกลับมาในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ทั้งฉบับพิมพ์ e-Magazine และเว็บไซต์ Sawasdee Online เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของนักเดินทางยุคใหม่
ชายยังทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้การบินไทยยังมีการปรับโฉม Amenities Kit หรือของใช้บนชั้นธุรกิจ โดยสร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่ชั้นนำของเมืองไทยถ่ายทอดเรื่องราวศิลปะและวัฒนธรรมไทยผ่าน ลวดลายสุดพิเศษบนกระเป๋าผ้า รวมถึงส่งเสริม Soft Power ไทยผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการไทย เสิร์ฟบนเที่ยวบิน
ทั้งหมดนี้เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ก้าวต่อไปของการบินไทยคือการเทกออฟสู่สายการบินอันดับต้นของโลก!!

