การบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุคพรรคกล้าธรรม มีโฆษกหลักประจำกระทรวง แบ่งหน้าที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.โฆษกฝ่ายการเมือง และ 2.โฆษกฝ่ายข้าราชการ/ฝ่ายบริหาร
ปัจจุบัน โฆษกฝ่ายการเมืองของกระทรวงเกษตรฯ คือ นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) โฆษกที่อยู่คู่เกษตรฯ ยุคพรรคกล้าธรรม ตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนมาถึงนายอรรถกร ศิริลัทธยากรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนปัจจุบัน
นายเอกภาพเปิดห้องทำงานให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงงานสื่อสารผลงานกระทรวงเกษตรฯ ยุคพรรคกล้าธรรม ว่า ปัจจุบันหน้าที่ของตนเองในตำแหน่ง โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) หลักๆ ได้แก่ การเผยแพร่ผลงานรัฐบาลและการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานงานกับโฆษกหน่วยงานอื่น กำหนดแนวทางประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล รวมถึงปฏิบัติภารกิจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมาย
“หน้าที่สำคัญของผม คือการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจนโยบายของกระทรวงเกษตรฯอย่างถูกต้อง โปร่งใส และชัดเจน เราต้องการให้เกษตรกรทุกกลุ่มมั่นใจว่ารัฐบาลอยู่เคียงข้างพวกเขา” นายเอกภาพระบุ
นอกจากนี้ หน้าที่ของโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) ยังมีบทบาทเป็นตัวแทนกระทรวงในกิจกรรมสำคัญต่างๆ เช่น การเป็นประธานพิธีมอบโคกระบือในโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2568 รวมถึงการเปิดสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร
โดยทุกกิจกรรมที่กระทรวงจัดขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่คือการส่งต่อโอกาสจริงๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นโค-กระบือที่ได้รับ หรือความรู้จากเวทีสัมมนา สิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นรายได้และความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรได้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสื่อสารและประชาสัมพันธ์ผลงานของกระทรวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมและประชาชนเข้าใจถึงความตั้งใจของรัฐบาล ซึ่งถือว่านี่คือภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้ดีที่สุด
⦁ดัน‘ตลาดนำ นวัตกรรม เสริมเพิ่มรายได้’
นายเอกภาพฉายภาพแผนการดำเนินงานและนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของทีมบริหารจากพรรคกล้าธรรมว่า เป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของภาคเกษตรไทย ตั้งแต่การดูแลผลผลิต การสร้างรายได้ ไปจนถึงการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และไฟป่า
เริ่มจากนโยบายสำคัญที่กระทรวงเน้นย้ำมาเสมอ คือการผลักดันแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรม เสริมเพิ่มรายได้”โดยเน้นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมพืชและปศุสัตว์ที่ตลาดมีความต้องการสูง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เพื่อลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและเพิ่มรายได้เกษตรกร
นอกจากนี้ ยังต้องเดินหน้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกร โดยส่งเสริมให้เปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ตลาดไม่เติบโตไปสู่การเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ
โครงการสำคัญที่กำลังดำเนินการคือ “การปรับเปลี่ยนอาชีพในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก” โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง เช่น ในภาคเหนือตอนบน มีการให้กรมพัฒนาที่ดินเข้าไปขุดบ่อเลี้ยงปลาและมอบพันธุ์ปลาให้เกษตรกรฟรี โดยมีหลักประกันด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น
รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพทางเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การเลี้ยงไหมพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตรังไหมสำหรับทำเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันตลาดมีความต้องการสูงมาก แต่ผลผลิตของไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับแม่บ้านหรือเกษตรกรที่อยู่กับบ้านได้
สำหรับปัญหาราคาวัวตกต่ำเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ของกระทรวงเกษตรฯ โดยที่ผ่านมาไทยไม่สามารถส่งออกวัวไปจีนโดยตรง ต้องผ่านลาวและเวียดนาม ทำให้ราคาถูกกดต่ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเปิดตลาดส่งตรงไปยังจีนรวมถึงขยายตลาดเนื้อคุณภาพ (Premium Beef) ในตะวันออกกลางและยุโรป
ในด้านการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ กระทรวงสนับสนุนการเลี้ยงแพะแทนการเลี้ยงวัวเพื่อลดความเสี่ยง พร้อมหาตลาดรองรับ
⦁เดินหน้าโฉนดต้นไม้ ปลดล็อกที่ดิน ส.ป.ก.
นอกจาก พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์แล้ว นายเอกภาพระบุ กระทรวงเกษตรฯ ได้นำแนวคิดใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น โครงการ “โฉนดต้นไม้” ซึ่งเป็นการออกโฉนดเพื่อรับรองมูลค่าของต้นไม้เศรษฐกิจ 58 ชนิดในที่ดินของเกษตรกร เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับเกษตรกร
รวมถึงกระทรวงยังเร่งดำเนินการออกโฉนด ส.ป.ก. (สิทธิในที่ดินของรัฐ) ให้ครบทุกแปลง โดยเฉพาะการเร่งรัดในกลุ่มที่ขาดคุณสมบัติ เพื่อจัดสรรที่ดินคืนให้กับเกษตรกรผู้ทำกินอย่างแท้จริง และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สามารถซื้อขายสิทธิในที่ดินระหว่างเกษตรกรได้ รวมถึงการค้ำประกันกับธนาคารได้ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
⦁จัดตั้ง‘ศูนย์ข้าว’ชุบชีวิตชาวนาทั่วประเทศ
นายเอกภาพระบุ กระทรวงให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์ข้าว” กว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูงให้กับชุมชน นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรงบประมาณให้ศูนย์ข้าวเหล่านี้เพื่อจัดซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ รถเกี่ยวข้าว หรือโดรนสำหรับฉีดพ่นสารเคมี เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้นและลดต้นทุนค่าจ้างลง
ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการ “หมอดินอาสา” ซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินในแต่ละพื้นที่ เพื่อแนะนำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรแต่ละราย ไม่ให้ใช้ปุ๋ยตามกันเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยได้มหาศาล และยังช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น
⦁แก้ปัญหาฝุ่นพิษ-น้ำท่วม-น้ำแล้ง
ด้านฝุ่นพิษ PM 2.5 นายเอกภาพ ยอมรับว่า เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงทั้งอุตสาหกรรมและภาคเกษตร กระทรวงจึงสั่งการให้ “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” ใช้เครื่องบินทำฝนเทียมด้วยน้ำแข็งแห้ง เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นควันในช่วงฤดูหนาว ขณะเดียวกันได้ประกาศมาตรการ “ห้ามเผาในที่โล่ง” ทุกชนิดอย่างเข้มงวด ส่วนปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง เป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯต้องรับผิดชอบเช่นกัน
โดยรัฐบาลเตรียมโครงการผันน้ำ “ขุนยวม” ใช้งบเกือบแสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ควบคู่กับการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการเร่งด่วนจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.1 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับปรุงระบบชลประทาน และการส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่
อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเร่งจัดการคือกรณีผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงสัตว์และการขนส่งสินค้าเกษตร กระทรวงได้ตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือเกษตรกร” เพื่อดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้า การรักษาสัตว์ และช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาอย่างสม่ำเสมอ
นายเอกภาพระบุด้วยว่า ทีมงานของกระทรวงเกษตรฯ ยุคนี้ มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกและเข้าถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง โดย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายอัครา พรหมเผ่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาจากเกษตรกรในทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐบาลและเกษตรกรไทย
“เกษตรกร คือหัวใจของกระทรวง เราจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้น โดยไม่หวั่นว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร เพราะเราเชื่อว่าการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อพี่น้องเกษตรกร คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด” นายเอกภาพทิ้งท้าย

