หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. หวังรั...

ส.อ.ท. หวังรัฐอัดมาตรการดึงมู้ดศก. เพิ่มกำลังซื้อ ชี้ตลาดรถยนต์ซบยาว สวนอีวีโตพุ่ง

25.08.25 | 15:33 น.

ส.อ.ท. หวังรัฐอัดมาตรการดึงมู้ด ศก. เพิ่มกำลังซื้อ ชี้ตลาดรถยนต์ซบยาว สวนอีวีโตพุ่ง

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ในช่วงที่เหลือของปี 2568 มองว่าคงเป็นเหมือนช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ไม่ได้ทรุดมากกว่านี้ เพราะมีข้อมูลในการขอรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างมาก ซึ่งจะเร่งให้มีการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น สร้างงานได้มากขึ้น ส่วนปัจจัยที่มีผลสร้างความกังวลอย่างภาษีสหรัฐของไทยถือว่าพอสู้ประเทศคู่แข่งได้ น่าจะดึงการลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 สามารถส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป ได้ 72,439 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 17.76% และลดลง 13.27% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งใช้น้ำมันบางรุ่นเพราะจะเปลี่ยนรุ่นรถ รวมถึงสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง

“รัฐบาลยังจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศเชิงบวกในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพราะมองว่าปัจจัยที่มีผลกระทบมีทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการจะดึงลงทุนจากประเทศเข้ามา อัตราภาษีสหรัฐที่ได้ 19% ทีมไทยแลนด์ถือว่าทำได้ดีแล้ว เป็นระดับที่แข่งขันกับคู่แข่งและดึงการลงทุนได้ ช่วยเรื่องการจ้างงาน สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต ยอดขายสินค้าทั้งรถยนต์และอื่นๆ น่าจะดีไปด้วยได้ ส่วนเรื่องการอนุมัติงบปี 2569 ก็น่าจะผ่านสภาได้แล้ว ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคของการเบิกจ่าย แต่อยากให้เร่งให้เร็วขึ้น รวมทั้งเรื่องการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ให้เป็นไปตามแผน ซึ่งจะส่งผลในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพื่อเป็นส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ และการลงทุนในประเทศไทย รวมทั้งต้องมีการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ เทคโนโลยีทันสมัยด้วย ทั้งหมดจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่อเนื่อง” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับการปรับราคารถยนต์อีวีที่ต่ำกว่า 6 แสนบาทต่อคัน ส่งผลกระทบกับตลาดในภาพรวม โดยเฉพาะยอดขายของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และส่วนใหญ่รถยนต์อีวีที่ขายอยู่มาจากการนำเข้า กระทบกับการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย เพราะยังไม่มีการผลิตชิ้นส่วนสำคัญในรถยนต์อีวี รวมถึงการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อรถกระบะของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นรถทำมาหากินของประชาชนและเอสเอ็มอี ทำให้ยอดผลิตรถกระบะในไทยถูกผลิตลดลง จากที่ลดลงต่อเนื่อง 30 เดือน ก็จะน้อยลงอีก กระทบกับการจ้างงานที่ลดลง แต่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ระดับ 75% ทำให้ยอดขายรถยนต์ทั้งปีที่ตั้งไว้น่าจะทำได้ประมาณ 6 แสนคัน ส่วนยอดการผลิตรถยนต์ได้ลดเป้าหมายไปแล้ว ทั้งปี 2568 คงไว้ที่ 145,000 คัน

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า มูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 46,853.19 ล้านบาท ลดลง 16.92% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 แต่เครื่องยนต์และชิ้นส่วนส่งออกเพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กรกฎาคม) ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 531,796 คัน ลดลง 11.74% มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 361,224.05 ล้านบาท ลดลง 13.97% จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ 110,616 คัน ลดลง 15.06% จากเดือนมิถุนายน และลดลง 11.39% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรถกระบะยังคงผลิตลดลงทั้งผลิตขายในประเทศและผลิตส่งออก และยอดส่งออกที่ลดลงจากความไม่แน่นอนในการค้าโลก

Advertisement

“รถยนต์นั่งและรถกระบะไฟฟ้ายังส่งออกอีก 167 คัน ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ทำให้ปี 2568 ถือเป็นปีประวัติศาสตร์ของไทย ที่ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า ตามที่รัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ใช้น้ำมันและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่มีนโยบายและความพร้อมของโครงสร้างแตกต่างกัน ถือว่าเรามาถูกทางแล้วที่ส่งเสริมให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และกระตุ้นให้ใช้ในประเทศ เพราะทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน แต่เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนและการเข้มงวดในเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับ เพื่อความปลอดภัยในรถยนต์ รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของรถยนต์ประเทศคู่ค้า ทำให้การส่งออกรถยนต์ลดลงในตลาดเอเชีย ออสเตรเลียและโอเชียเนีย และอเมริกาเหนือ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถยนต์ยังคงส่งออกเพิ่มขึ้น” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวด้วยว่า ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 49,102 คัน ลดลง 1.95% จากเดือนก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 5.84% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน เพราะยอดขายรถยนต์นั่งโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงได้มากกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน รถกระบะยังคงขายลดลงต่อเนื่องมากว่า 30 เดือน เหลือแค่ 11,022 คัน ลดลง 16.3% (ปี 2562 ก่อนโควิด-19 รถกระบะขายในประเทศเฉลี่ยเดือนละ 35,973 คัน เท่ากับ 35.70% ของยอดขายรวม 1,007,552 คัน)

นายสุรพงษ์กล่าวว่า เนื่องจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะ จากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเศรษฐกิจในประเทศที่ยังขยายตัวในอัตราต่ำ 2.8% ในไตรมาส 2/68 การลงทุนของเอกชนเติบโตแค่ 4.1% สาขาอุตสาหกรรมเติบโตแค่ 1.7% นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนลดลงมาก ทำให้สาขาพักแรมและอาหารเติบโตเพียง 2.1% ดังนั้น ยังคงต้องติดตามการลงทุนของเอกชน การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนต่อไป อย่างไรก็ดี คาดหวังว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้นจากปัจจุบัน