ประเทศไทยและเวียดนามเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยปี 2567 ที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่าง 2 ประเทศมีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านเหรียญ พร้อมตั้งเป้าปี 2568 เพิ่มเป็น 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
การค้าระหว่าง 2 ประเทศมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศ มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยสร้างเครือข่ายธุรกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นขึ้น ผนวกกับเวียดนามมีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์และ e-Border เพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้า-ส่งออก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนก็จะยิ่งเพิ่มศักยภาพทางการค้าระหว่างไทย-เวียดนามให้แข็งแกร่งมากขึ้น
ปัจจุบันธุรกิจโลจิสติกส์ของเวียดนามได้รับโอกาสอย่างมากจากข้อตกลงทางการค้าเสรีและการพัฒนา
อีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่ง รวมทั้งการนำเข้าและส่งออกสินค้า การผลิตและขนส่งสินค้าในประเทศที่เติบโต
โดยข้อมูลจากสมาคมธุรกิจโลจิสติกส์เวียดนาม (Vietnam Logistics Business Association: VLA) ระบุธุรกิจโลจิสติกส์เวียดนามเติบโตเฉลี่ย 14-16% ต่อปี มีมูลค่าประมาณ 40,000-42,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดโลจิสติกส์ของเวียดนามมีศักยภาพการเติบโตอยู่อันดับ 50 ใน 160 ประเทศทั่วโลก และอันดับ 4 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย
ต้นทุนโลจิสติกส์ของเวียดนามคิดเป็น 20% ของ GDP ในปี 2567 เวียดนามได้รับการประเมินและจัดอันดับให้อยู่ใน 10 อันดับแรกของตลาดโลจิสติกส์เกิดใหม่ อันดับ 4 ของโลก ในดัชนีโอกาสด้านโลจิสติกส์ (Logistics Opportunity Index) และติด 43 อันดับแรกในดัชนีประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index)
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) นำโดย ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เล็งเห็นศักยภาพดังกล่าว
เมื่อเร็วๆ นี้ จึงร่วมกับ ดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำผู้ประกอบการไทยเดินทางทดสอบและเปิดตลาดในงาน Vietfood & Beverage – Propack 2025 ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
โดยงาน Vietfood & Beverage – Propack 2025 เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและบรรจุภัณฑ์ระดับนานาชาติที่รวบรวมมุมมองใหม่ในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เทรนด์นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ การแปรรูปอาหารบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ เครื่องจักรแปรรูป และผลิตภัณฑ์ OEM เพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสากลมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม CAC (Capital Advance Company) Vietnam ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์รายใหญ่ ที่เป็นผู้บุกเบิกการนำเข้าและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ของไทยในเวียดนามครอบคลุมพื้นที่ 65 จังหวัด
โดยมีการสร้างเครือข่ายในการกระจายสินค้าแบบครบวงจร ทั้ง Modern Trade, General Trade และออนไลน์ มีความพร้อมด้านทีมงานและมีการนำระบบเทคโนโลยี เครื่องมือดิจิทัล (Salesforce) เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ ซึ่ง CAC เป็นแหล่งกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว หรือ Fast-Moving Consumer Goods : FMCG ที่สำคัญของไทย เช่น หมึกอบเบนโตะ เจเล่บิวตี้ คุกกี้อิมพีเรียล นมถั่วเหลือง ดัชมิลล์ Soy Secretz ฯลฯ พร้อมทั้งมีการขยาย SKU มากกว่า 350 รายการ
อธิบดีณัฏฐิญาได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ ร่วมกับ CAC Vietnam ในประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย ดังนี้
1.ระบบโลจิสติกส์ ของ CAC Vietnam มีจุดรับสินค้าที่ท่าเรือ ทั้งโฮจิมินห์และไฮฟอง จากเมืองท่าก็จะมีคลังสินค้าหลัก (Main Warehouse) ในการจัดเก็บ ซึ่งบริษัทมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหาร Supply Chain จัดการขนส่งและกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ประชาชนเวียดนามยังเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้ไวและเรียนรู้เร็ว
2.การบริหารบุคคลภายในองค์กรต้องเป็นการสื่อสาร 2 ทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรใหญ่
การสื่อสารทางเดียวแบบ Top Down จะไม่สามารถตอบโจทย์ซึ่ง CAC Vietnam มีฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ทั้งที่เป็นคนเวียดนามและคนไทย สำหรับพูดคุยสอบถามความต้องการของพนักงานทุกคนเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการฝึกอบรมพัฒนาพนักงานให้มีเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยสิ่งสำคัญ คือ การสื่อสารปรับความคิด และการชี้แจงนโยบายด้านบุคลากรให้ชัดเจน
3.กลยุทธ์การสร้างธุรกิจไทยให้เติบโตในเวียดนาม ได้แก่
3.1 สินค้าต้องตอบโจทย์ผู้บริโภค อย่าคิดว่าสินค้าที่คนไทยใช้คนเวียดนามก็จะใช้ จำเป็นต้องศึกษาตลาดให้ถ่องแท้ ว่าผู้บริโภคกลุ่มไหนต้องการสินค้าอะไร จึงจะสามารถตีโจทย์การตลาด วางแผนการขาย ทำแพคเกจจิ้ง และตั้งราคาได้
3.2 ต้องให้ความสำคัญกับการทำโลจิสติกส์เพราะพื้นฐานการกระจายสินค้าในเวียดนามยังไม่ดีพอ เนื่องจากภูมิศาสตร์ประเทศมีลักษณะเป็นทางยาว โดยมี 3 เมืองใหญ่สำคัญ คือ โฮจิมินห์ (ทางใต้) ฮานอย (ทางเหนือ) ดานัง (ตอนกลาง) ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละภาคแตกต่างกัน มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เหมือนในประเทศไทยที่มีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น การเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคและแผนการทำ
โลจิสติกส์จึงสำคัญมาก
3.3 นักธุรกิจไทยมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคนเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันค่าครองชีพในเมืองใหญ่ของเวียดนามใกล้เคียงกับของไทย ถ้าจะมาลงทุนธุรกิจที่ใช้แรงงาน (Labor Intensive) ควรออกไปที่นอกเมืองใหญ่ แต่ถ้าเป็นธุรกิจบริการที่ต้องแข่งขันเรื่องการตลาดออนไลน์ หรือการขายจะต้องอยู่ในเมืองใหญ่ แต่ค่าจ้างแรงงานสำหรับคนเวียดนามจะต้องมีความชัดเจนเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการที่จะได้รับ เช่น การฝึกอบรม Business Trip การดูงาน ฯลฯ ถ้าหากไม่ได้รับตามที่ตกลงกันไว้ หรือไม่สามารถบริหารจัดการได้จะทำให้ Turnover Rate สูง
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการศึกษาตลาดและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายให้ชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในโอกาสในการโตไกล ตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของอธิบดีณัฏฐิญา และสอดรับนโยบายของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
โดยการนำระบบดิจิทัลเข้าไปปรับใช้ในธุรกิจเพื่อการวิเคราะห์ลูกค้าและกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการวางกลยุทธ์การขายอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นการทำการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย
เพื่อสร้างพื้นที่ให้สินค้าแบรนด์ไทยเติบโตไปไกลในตลาดต่างประเทศต่อไป!!

