สุริยะ ลุยแก้สัมปทานรถไฟฟ้า เปลี่ยนเกณฑ์เอกชนแบ่งรายได้รัฐ จาก 15 % เป็น 25 %
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย เพิ่มเติมถึงมาตรการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ว่า ขณะนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ที่นำร่องใช้อัตราค่าโดยสารดังกล่าว ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องขอต่ออายุเป็นรายปีเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากได้มีการปรับมติให้สามารถขยายระยะเวลาได้ยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้แล้ว จนกว่ามีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ
- เดินหน้าแก้สัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย
นายสุริยะ กล่าวว่า แต่เพื่อให้นโยบายเดินหน้าต่อ จึงจำเป็นต้องมีแผนแก้ไขสัญญาสัมปทานกับเอกชน ผู้รับสัมปทานทั้ง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย รถไฟฟ้าสายสีชมพู,รถไฟฟ้าสายสีเหลือง,รถไฟฟ้าสายสีเขียว และรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยในสัญญาใหม่จะมีการระบุสัญญาแนบท้ายโดยกำหนดเมื่อดำเนินการตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายแล้ว ใน กรณีที่มีปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 25% เอกชนผู้รับสัมปทานต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้เพิ่มให้รัฐเข้ากองทุนรฟม. จากเดิมที่มีการกำหนดสัดส่วนอยู่ที่ 15%
นายสุริยะ กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้าสายสีเขียว เบื้องต้นทางกรมการขนส่งทางราง (ขร.) อยู่ระหว่างดำเนินการประสานงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าวต่อไป
นายสุริยะ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงได้มีการหารือร่วมกับเอกชน 2 เจ้า ทั้งบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส อย่างไม่เป็นทางการ ถึงการแก้ไขสัญญาสัมปทานแล้ว เบื้องต้นเอกชนทั้ง 2 ราย เห็นด้วยและยอมรับแล้วว่าสามารถดำเนินการ ในขณะที่ BEM ยืนยัน ว่าการแบ่งสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 25% เป็นตัวเลขที่เหมาะสมจากต้นทุนที่เอกชนต้องเดินรถและการเพิ่มความถี่ของขบวนรถ
- เร่งจบขั้นตอนแก้-ตรวจสัญญา ต้นพ.ย.68
นายสุริยะ กล่าวว่า ด้านการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้วางกำหนดการดำเนินการไว้ชัดเจน เกี่ยวกับ การแก้สัญญา เริ่มจากวันที่ 31 สิงหาคม 2568 จะสรุปประเด็นการแก้ไขสัญญาเสนอกระทรวงคมนาคม ต่อมา วันที่ 9 กันยายน 2568 เสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. วันที่ 16 กันยายน 2568 เสนอเข้าคณะกรรมการกำกับการแก้ไขสัญญา โดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน
และหลังจากนั้นส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบภายใน 45 วัน เบื้องต้นจะมีการหารือกับอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาการตรวจร่างสัญญาเร็วขึ้นภายใน 30 วัน ก่อนนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการ PPP (ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน) และเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในต้น พฤศจิกายน 2568 เพื่อให้มีผลบังคับใช้นโยบายทันในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568

