จากข้อมูลเจโทร กรุงเทพฯ ระบุไว้ว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด ซึ่งปี 2567 ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมี 5,916 ร้าน เพิ่มจากปีก่อน 2.9% โดยจำนวนร้านในกรุงเทพฯเพิ่ม 2.7% ปริมณฑลเพิ่ม 2.7% และต่างจังหวัดเพิ่ม 3.1% ซึ่งรูปแบบภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นเป็นประเภทร้านที่มีจำนวนมากสุด รองลงมาคือ ร้านซูชิ โซบะ/อุด้ง คาเฟ่ และ Izakaya โดยประเด็นที่ต้องจับตาคือ การแข่งขันระหว่างร้านอาหารทวีความรุนแรงขึ้นและผู้บริโภคที่ต้องการรสชาติต้นตำรับ พร้อมทั้งค้นหาเทรนด์ใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้นๆ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหารในไทยกลับสะท้อนว่าธุรกิจร้านอาหารหลายประเภทในไทยกำลังประสบปัญหายอดขายลดลง บางทำเลลูกค้าเหลือแค่ 30%
ดังนั้น เพื่อให้รู้ชัดถึงสถานการณ์ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยว่าเป็นอย่างไร สดใส หรือทรงตัว จตุพล ตันติสุนทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท CP-Uoriki ยืนยันว่า อาหารญี่ปุ่นในไทยยังสดใสและมีโอกาสโตต่อเนื่อง
“เราเริ่มจดทะเบียนบริษัทระหว่างซีพีกับอูโอริกิ ประเทศญี่ปุ่น กลางปี 2566 เปิดสโตร์แรกปลายเดือนตุลาคม ที่โลตัสสุขุมวิท 50 ตอนนั้นเรามีเวลาเตรียมเปิด 3 เดือน จากนั้นเปิดสโตร์เพิ่มเป็น 4 สโตร์ภายใน 3 เดือนปีถัดมาเริ่มจริงจังการเปิดเพิ่ม 20 สโตร์ เป็น 24 สโตร์ เท่ากับเฉลี่ยเดือนละ 1-2 สโตร์ จนปี 2568 เปิดรวม 25 สโตร์ที่เป็นไทป์ (Type) ในซุปเปอร์มาร์เก็ต และเปิดอีก 1 ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่เป็นไทป์อีกสโตร์ในร้านอาหาร โดยที่มีจุดขายที่เซเว่นอีก 21 สาขา ในหลายสาขาในแม็คโครและโลตัส ถ้าไม่มีเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ของเขา ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การปรับปรุงรีโนเวตต่างๆ อาจช้าลงในครึ่งปีแรก แต่ครึ่งปีหลังจะมีการเร่งเปิดอีกหลายแห่ง ในทางกลับกันก็เปิดในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเพิ่ม พร้อมกันนี้เราต้องหันมาจัดการตัวเองและวางระบบให้พร้อมมากขึ้น รองรับกับการเปิดจุดขายทั่วประเทศ และรองรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งเรามองว่าอาหารญี่ปุ่นมีโอกาสอีกเยอะที่จะขายไปทั่วประเทศ ปลายปีนี้ถึงปีหน้าจะชัดเจนมากขึ้น”
ในแผนการขยายสาขาอูโอริกิเน้น 3 ช่องทางหลัก 1.ในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพราะเป็นจุดขายที่มีพื้นที่มีเข้าถึงคนได้มากและมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 14,000 สาขา 2.ขยายพร้อมกับกลุ่มซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งแม็คโคร โลตัส หรือห้างอื่นๆ จะเป็นลักษณะของร้านอาหารญี่ปุ่นคุณภาพจากญี่ปุ่น 3.ช่องทางสั่งผ่านออนไลน์ ตลาดนี้ขนาดใหญ่มาก หลังจากโควิดเกือบทุกคนสั่งอาหารผ่านแอพพ์ จนถึงวันนี้คนรุ่นใหม่ก็ยังใช้แอพพ์อาหาร ซึ่งจะได้เห็นในปี 2569 พร้อมกับขยายการให้บริการแบบอื่นอย่างจัดชุดอาหารตามงานเลี้ยง งานประชุม เป็นต้น หลังเราเปิดตัวฟีดแบ๊กทำธุรกิจดีมาก ค้าปลีกโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เข้ามาพูดคุยให้เราไปเปิดสาขาจำนวนมาก สำหรับออนไลน์ต้องเริ่มจากจุดที่มีสโตร์หน้าร้านก่อน เริ่มแรกส่งผ่าน Grab หรือ Lineman หรือผ่านรีวิวสินค้า
จตุพลกล่าวอีกว่า สิ่งที่ทำให้โตได้เร็วคือ จุดขายของซีพี-อูโอริกิ คือใช้ภาษาระหว่างซีพีกับอูโอริกิ ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ทั้งคู่ในซัพพลายเชน บริษัทแม่ของอูโอริกิมีความเชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบ เพราะเขาเป็นบริษัทค้าอาหารทะเลที่อยู่ในตลาดหลังจากญี่ปุ่น ฉะนั้นเขาจะมีความเชี่ยวชาญเรื่องการจัดหาวัตถุดิบ ระบบโอเปอเรชั่นในไทย เรื่องระบบการขาย จัดส่งต่างๆ คือซีพีเป็นแบ๊กอัพอยู่ การจัดการหน้าร้านหรือโนว์ฮาวต่างๆ การเทรนนิ่งพนักงานจะเป็นคนจากญี่ปุ่น คิกออฟออนไลน์ปีหน้า เมื่อเราขยายสาขาในเซเว่นถึง 100 สโตร์แล้ว และเริ่มส่งในกรุงเทพฯและปริมณฑลก่อน อีกเรื่องที่เรามั่นใจคือราคา ไม่เน้นแข่งขันขายถูก อาจสูงกว่าทั่วไปเพราะเรามั่นใจความคุ้มค่ากับคุณภาพสดใหม่ ถ้าไม่หมดก็ทิ้ง สินค้าพร้อมทานต้องผลิตและขายในวันเดียวเราทำสดใหม่ทุกวัน ต้องบริหารจัดการได้ภายใน 24 ชั่วโมง เราจึงจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขยายในช่วงเย็นก่อนปิดร้านยืนยันความอร่อยและสดใส เพราะวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด เช่น หอยโฮตาเตะฮอกไกโด ปลาบุริปลามาได ไข่หอยเม่น อิคุระ โชยุ ทางสายการบินอาทิตย์ละ 2 วัน กลุ่มแช่แข็งจากญี่ปุ่นเหมือนกัน เป็นตู้คอนเทนเนอร์มา บางส่วนอย่างแซลมอนมาจากนอร์เวย์ เนื่องจากคนไทยเชื่อมั่นปลาจากนอร์เวย์ สิ่งที่บริหารจัดการให้ดีคือค่าเงิน
“คนไทยเปิดรับเทรนด์อาหารจากทั่วโลกเยอะขึ้น ผมว่าเทรนด์อาหารญี่ปุ่น เกาหลีกำลังมา สำคัญอีกอันหนึ่งคนใส่ใจเรื่องอาหารสุขภาพ เทรนด์อาหารญี่ปุ่นเป็นอาหารสุขภาพ เป็นปลา มีทั้งปลาสดแล้วก็มีอาหารทะเล ฉะนั้นดีต่อสุขภาพ เพียงแต่ว่าราคาจะเป็นยังไง แข่งขันได้หรือไม่ อาจมองว่าวันนี้เศรษฐกิจไม่ดี ร้านเปิดเยอะ แต่ร้านอาหารเจ๊งกันไปเยอะ แต่สินค้าของเรา ราคามาพร้อมกับคุณภาพ คุณภาพเป็นระดับร้านอาหาร เป็นราคาที่ทุกคนสามารถซื้อได้ในโลตัสและแม็คโคร เป็นราคาที่แข่งขันได้ โดยให้คนทานคิดถึงว่าอูโอริกิ คือซูชิที่มีคุณภาพโอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงได้ วันนี้แบรนด์ซูชิต่างๆ เข้ามากันเยอะมากและจะมีอีก 3-4 แบรนด์ ซึ่งผมว่าตลาดของไทยยังมีโอกาสอยู่ เห็นได้จากมีร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยถึง 5 พันราย สร้างรายได้เป็นหมื่นๆ ล้านบาทต่อปี”
จตุพลกล่าวอีกว่า อูโอริกิในญี่ปุ่นเป็นร้านอาหาร เป็นร้าน shop in shop ในซุปเปอร์ขนาดใหญ่กว่าในไทยมาก สเต็ปต่อไปในไทยจะไปที่ร้านอาหารต่อ พร้อมกับเจาะหัวเมืองใหญ่ๆ ทั้งภูเก็ต หาดใหญ่ อุดรธานี ขอนแก่น เชียงใหม่ ส่วนในประเทศเพื่อนบ้าน บริษัทเราเป็นเหมือน Joint Venture และญี่ปุ่นเองมองว่าตลาดอาเซียนอาจจับมือขยายไปประเทศอื่นๆ มองไว้ปลายปี 2569 เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หลังจากเปิดตลาดอาเซียนผ่านไทยเป็นรายแรก
อีกหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือบุคลากร “ที่ผมรับมอบหมายมาดูตรงนี้อาจเพราะผมพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ผมอยู่กับซีพีเอฟมาจะปีที่ 18 และดูตลาดส่งออกมาตลอด พอเราทำธุรกิจใหม่ เบื้องต้นผู้ใหญ่อาจมองในแง่ของการสื่อสาร ผมเองดูแลประเทศญี่ปุ่นมาตลอด การส่งออกไปญี่ปุ่น ฉะนั้นการทำงานระหว่าง 2 คัลเจอร์จะมีปัญหาแน่นอน ต่างชาติมาทำงานจะต้องมีคนสื่อสารได้ และเข้าใจวัฒนธรรมทั้ง 2 ประเทศ เพราะยิ่งมาคุยกับโอเปอเรชั่นเรากับอีกอันหนึ่งต้องเข้าใจในเนื้อของซีพีเอฟเอง ต้องใช้กำลังในเครือแม็คโคร โลตัส แล้วเรื่องของโลจิสติกส์ต่างๆ เพราะฉะนั้นต้องประสานงานในเครือได้ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางผู้ใหญ่ให้ผมมาดูตัวนี้ ซึ่งเรื่องซัพพลายเชนอูโอริกิออลอินวัน คือทุกภาคส่วนซื้อมาเอง ขายเอง ขนส่งเองเทรนด์เอง โอเปอเรชั่น ครบทุกอย่าง คือย่อมาจากซีพีเอฟทุกส่วน และเป็นหนึ่งที่เราจะอบรมสร้างทักษะฝีมือจากนี้ด้วย” จตุพลกล่าวส่งท้าย
จากปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลก การแสวงหาช่องทางลงทุนนอกประเทศกำลังจะเข้มข้นจากนี้ Uoriki ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

