หน้าแรก เศรษฐกิจ พิชัย แย้มอีก...

พิชัย แย้มอีก ขึ้นแวตเพิ่มรายได้รัฐ หลังถูกตรึงนาน 20 ปี ก.คลังเดินหน้า ‘ภาษีติดลบ’

29.08.25 | 06:00 น.
พิชัย

พิชัย แย้มอีก ขึ้นแวตเพิ่มรายได้รัฐ หลังถูกตรึงนาน 20 ปี ก.คลังเดินหน้า ‘ภาษีติดลบ’

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเดินหน้าระบบ Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ เต็มรูปแบบในปี 2570 ว่า คาดว่าประชาชนเกือบทั้งหมด จะต้องยื่นแบบแสดงรายได้ เพื่อให้รัฐสามารถระบุกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด แทนการแจกเงินแบบกระจายเช่นในอดีต ซึ่งปัจจุบันไทยมีประชากร 67 ล้านคน แต่ผู้ที่เข้าสู่ระบบภาษีจริงมีเพียง 10 ล้านคน หรือ 15% ของประชากร และมีผู้เสียภาษีจริงจังเพียง 4 ล้านคน หรือประมาณ 6% เท่านั้น ซึ่งระบบใหม่นี้จะช่วยสร้างฐานข้อมูลรายได้ประชาชนที่แม่นยำขึ้น

นายพิชัยกล่าวอีกว่า การช่วยเหลือภายใต้ Negative Income Tax จะเป็นแบบอัตราก้าวหน้า หากรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่น 60,000 บาทต่อปี ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ โดยคำนวณตามส่วนต่างของรายได้ที่ห่างจากเกณฑ์ความยากจน ยิ่งมีรายได้น้อย ยิ่งได้รับการสนับสนุนมาก และเมื่อรายได้เข้าใกล้ หรือเกินเกณฑ์ การช่วยเหลือจะทยอยลดลง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนทำงาน และเพิ่มรายได้ด้วยตนเอง โดยที่ผ่านมารัฐใช้งบประมาณช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในหลายรูปแบบ เช่น งบสนับสนุนเกษตรกรสูงสุดกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี ก่อนจะปรับลดเหลือราว 40,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งระบบใหม่นี้จะรวมศูนย์การช่วยเหลือให้อยู่ในช่องทางเดียวที่มีประสิทธิภาพกว่า

นายพิชัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% ซึ่งถูกตรึงมานานกว่า 20 ปี ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย ปรับขึ้น VAT ไปที่ 12% แล้ว การปรับ VAT จึงเป็นแนวทางสร้างรายได้รัฐอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการเก็บจากผู้ที่บริโภคมาก ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง

“การขึ้น VAT จะทำให้ผู้บริโภคที่ใช้จ่ายมาก จ่ายภาษีมากขึ้น ขณะที่รายได้ภาษีส่วนนี้จะนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขนส่งสาธารณะ การศึกษา และสาธารณสุข เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อย” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่าหากมีการปรับ VAT จริง จะมีมาตรการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยควบคู่กัน อาทิ สิทธิใช้น้ำ ไฟ และการเดินทางสาธารณะในราคาประหยัด หรือแม้แต่ใช้ฟรีในบางกรณี เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมและลดผลกระทบต่อประชาชนฐานราก

Advertisement

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า ความกังวลในเรื่องภาวะเศรษฐกิจที่โตประมาณ 2% ถือเป็นเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวได้ แต่ยังค่อนข้างต่ำ ส่งผลกระทบลุกลามไปยังการจ้างงานที่เริ่มมีความกังวลในการเลิกจ้าง หรือการปลดพนักงานเพิ่มขึ้น รวมถึง ขณะนี้มีความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีผลต่อการคาดการณ์ทิศทางข้างหน้า เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย โดยหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง อาทิ ยุบสภา ในกรณีนี้ผลกระทบจะค่อนข้างหนัก เพราะจะสร้างความไม่แน่ใจในการลงทุนโดยเฉพาะในด้านจิตวิทยา และอาจทำให้กระทบในแง่การใช้จ่ายของภาครัฐ กระตุกจากเดิมเหมือนภาพที่เคยเกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมา

“โลกในปัจจุบัน มีหลายเรื่องที่ส่งผลกับเศรษฐกิจไทย รวมถึง ปัจจัยในประเทศเองด้วย โดยความกังวลเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือนในระดับสูง การหารายได้จากการทำงาน ซึ่งการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยุคดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้น ทั้งการเลิกจ้างพนักงาน การหางานใหม่ยากขึ้น เพราะทักษะอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของนายจ้าง เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาส่งผลกระทบมากพอสมควรกับแรงงาน เพราะบางงานสามารถนำเทคโนโลยีมาทดแทนคนได้ แต่หากเราไม่ปรับตัว ความสามารถในการแข่งขันของไทยก็จะลดลง” นายสมชายกล่าว