หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.พาเลาะ Fra...

พณ.พาเลาะ Franchise Expo Malaysia เปิดตลาด 10 แฟรนไชส์‘สัญชาติไทย’

1.09.25 | 10:16 น.

พณ.พาเลาะ Franchise Expo Malaysia
เปิดตลาด 10 แฟรนไชส์‘สัญชาติไทย’

ยุคสมัยที่มีการแข่งขันสูงอย่างรุนแรงทั้งในไทยและทั่วโลก “แฟรนไชส์” ถือเป็นอีกเครื่องมือหลัก ที่ทำให้เจ้าธุรกิจหรือแบรนด์นั้นๆ คงรักษาฐานลูกค้าเดิมไปพร้อมกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ให้ทั่วถึง ลดอุปสรรคเรื่องสภาพคล่องทางการเงินเพื่อการขยายสาขาได้เป็นอย่างดีด้วย ทำให้ระบบขยายสาขาผ่านแฟรนไชส์ได้รับความนิยมจากเจ้าของแบรนด์ เป็นอุตสาหกรรมภาคบริการที่ขยายตัวได้ดี สวนกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่ยังซึมตัว

อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ระบุว่า หลายประเทศในอาเซียน ให้ความสำคัญกับการค้าผ่านระบบแฟรนไชส์มากยิ่งขึ้น อย่างในประเทศไทย มีกว่า 600 แบรนด์ ประเมินมูลค่าตลาดรวมกว่า 3 แสนล้านบาท เป็นอุตสาหกรรมเติบโตกว่า 15% ต่อปี แต่อย่างไรก็ยังมีจำนวนแฟรนไชส์น้อยกว่าหลายประเทศ อย่าง อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย แต่ละประเทศมีเกิน 1,000 แบรนด์ สิงคโปร์ 600 แบรนด์ ส่วนไทยกับฟิลิปปินส์ใกล้เคียงกัน ประเทศละ 500-600 แบรนด์ ที่กำลังเติบโตรวดเร็วคือ เวียดนาม มีแล้วเกือบ 300 แบรนด์ ส่วนกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี แต่ละประเทศก็ไม่น้อยกว่า 50-100 แบรนด์

ดังนั้น เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยสู่อาเซียน ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยที่มีความพร้อมและผ่านการคัดเลือก จำนวน 10 แบรนด์ เข้าร่วมงาน Franchise Expo Malaysia 2025 (FEM 2025) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 21-23 สิงหาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย ธุรกิจอาหาร 6 แบรนด์ ได้แก่ ZENFRY (เฟรนช์ฟรายถั่วเขียว) de Tummour (อาหารไทย) MOOMGAPAO (ข้าวผัดกระเพรา) ชิกกี้ ชิก (ไก่ป๊อป ไก่ทอด ทานเล่น) เฮง ปัง ปั๊ว หวานเย็นสูตรเยาวราช (ขนมหวานเย็น) ไผ่ทองไอศครีม (ไอศกรีมกะทิ) ธุรกิจเครื่องดื่ม 2 แบรนด์ ได้แก่ Colla Tea Thailand (ชานมไข่มุกผสมคอลลาเจน) และ Fresh Me (ชานม ชาผลไม้) และธุรกิจการศึกษา 1 แบรนด์ ได้แก่ Math Talent By Dr.Ying (สถาบันสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โคดดิ้ง) และธุรกิจบริการ 1 แบรนด์ ได้แก่ Otteri wash & dry (ร้านสะดวกซัก) ซึ่งงาน FEM เป็นงานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ใหญ่ของประเทศมาเลเซีย โดยปี 2568 จัดภายใต้ธีมงาน ‘Invest In Your Future’ โดยมีธุรกิจ
แฟรนไชส์จาก 10 ประเทศ รวม 350 บูธ เข้าร่วมงาน คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 18,000 คน

“ทั้ง 10 แบรนด์ ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพียง 3 วัน มีการเจรจาทางธุรกิจถึง 98 คู่ เบื้องต้นคาดปิดดีลได้แล้ว 130 ล้านบาท และภายใน 1 ปี น่าจะเกิดรายได้จากร่วมงานครั้งนี้กว่า 200 ล้านบาท แม้ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ไทยเข้ามาทำการตลาดและจำหน่ายแล้วในมาเลเซีย 13 แบรนด์ ร่วมงานครั้งนี้จะเพิ่มแบรนด์ไทยในอาเซียนอีกมาก และเทียบกับธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศอาเซียนด้วยกัน แบรนด์ไทยได้รับความนิยมไม่น้อย ทำให้กรมจะขยายกิจกรรมแบบเดียวกันนี้ไปประเทศอื่นในอาเซียนต่อไป ระดับประเทศไทยกับมาเลเซีย เห็นพ้อง ธุรกิจแฟรนไชส์ ถือเป็นหนึ่งในการสร้าง WIN WIN ของทั้งเจ้าของแฟรนไชส์และผู้ซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งมาเลเซียก็เจอปัญหาเรื่องกำลังซื้อลดลง แต่ธุรกิจแฟรนไชส์ยังตอบโจทย์ผู้ค้าและผู้บริโภค ด้วยราคาและความสดใส” อรมนกล่าว

Advertisement

ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ไทย ที่เข้าสู่ตลาดมาเลเซีย 13 แบรนด์ ได้แก่ Amazon, Black Canyon, กาแฟดอยช้าง, ตำมั่ว, บาบีก้อน, Smart Brain, Am Tea, Five Star, Greyhound, เครปไส้แตก, โทโร่ฟรายส์, Index living Mall และวงษ์พาณิชย์

หลังจบงานได้พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจบางรายใน 10 แบรนด์ อย่าง “สาวิตตรี ซิ้มสมบูรณ์” ผู้ก่อตั้ง และบริหารแบรนด์ Colla tea เดิมมีโรงงานและประสบการณ์ผลิตชา-กาแฟมาก่อน ตั้งอยู่ในภาคใต้ ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น จากไทยประสบปัจจัยลบในประเทศและนอกประเทศหลายด้านต่อเนื่องหลายปี จนถึงปีนี้ กำลังซื้อถือว่าแย่ลงมาก น่าจะหนักมากในรอบ 5 ปี หลังจากเข้าสู่ธุรกิจ ที่ได้ขยายธุรกิจชานมไข่มุกผสมคอลลาเจน

ซึ่งปี 2563 เทรนด์รักษ์สุขภาพบูมอย่างรวดเร็ว จึงได้ศึกษาตลาดพร้อมหาช่องว่างที่ไม่เหมือนใครในตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ก็พบว่า หลายประเทศนิยมดื่มชานม เรามีความเชี่ยวชาญเรื่องชาอยู่แล้วก็เพิ่มนำเข้าคอลลาเจนจากญี่ปุ่น มาพัฒนาเป็น Colla tea และเข้าสู่ธุรกิจหลังจากนั้น จนปัจจุบันมีกว่า 180 สาขา รวมกับขยายแฟรนไชส์ในกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว รวมกันมีแล้วกว่า 20 สาขา จึงสนใจจะขยายเข้ามาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่มีคนมุสลิมและชาวจีนจำนวนมาก ต้องยอมรับเครื่องดื่มชานมเพื่อสุขภาพในท้องตลาดไทยมีกว่า 100 แบรนด์ ดังนั้นการปรับตัวและบุกตลาดในต่างประเทศถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจขนาดกลางและย่อมในวันนี้

“ดีใจมากได้รับคัดเลือกจากกรมและเข้าร่วมงาน FEM มีนักลงทุนในมาเลเซียติดต่อเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักแล้ว จากนี้ก็จะเปิดตลาดในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และสิงคโปร์ ตั้งแต่ปีหน้า 2569 จะช่วยผลักดันจำนวนแฟรนไชส์และรายได้แตะ 100 ล้านบาทภายในปี 2570 จากปีนี้คาดรายได้รวมเกิน 40 ล้านบาท”
สาวิตตรีกล่าว

เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ “อัสสกัลย์ มิตรขจรเกียรติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฮองเฮาขนมหวาน จำกัด แบรนด์ “เฮง ปัง ปั๊ว” หรือขนมหวานเย็นสูตรเยาวราช เล่าว่า พื้นเพเป็นลูกหลานในย่านเยาวราช และซึมซับมากับขนมหวานเย็นสไตล์คนจีน จึงหยิบขึ้นมาทำธุรกิจของตนเอง ด้วยเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่แค่ขายของไปเรื่อยๆ แต่ใช้การตลาดทุกรูปแบบและเพิ่มลูกเล่นการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง เริ่มแรกลงทุนเอง เปิดสาขาแรกย่านรามคำแหง เมื่อได้รับความนิยมก็เปิดสาขาเพิ่มเรื่อยๆ วันนี้ทำมา 7 ปีแล้ว โดย 2 ปีก่อนหน้านี้ได้เริ่มขาย
แฟรนไชส์ เพิ่งปีเดียวสาขาแฟรนไชส์เกิน 50 แห่ง และปีนี้เปิดอีก 70 สาขา สิ้นปี 2568 สาขาแฟรนไชส์น่าจะเกิน 150 สาขา แต่ก็ยังลงทุนเองเฉลี่ยไตรมาสละ 1 แห่ง เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดี ดูจากอัตราเปิด 20 สาขา ไม่สำเร็จเพียง 1 สาขาและจะเป็นการเลิกเพราะปัญหาส่วนตัวมากกว่าขายไม่ได้ สาขารายได้ดีสุดอยู่ในภาคเหนือขายได้วันละ 3 หมื่นบาท

เขาเล่าต่อว่า ขนมหวานเย็นสไตล์จีน ในไทยมีคู่แข่งไม่มากเท่าร้านกะเพราหรือชาไข่มุก ขนมหวานเย็นสไตล์จีน ที่มีความวาไรตี้ หลากหลายทั้งเมนูและสาขาครอบคลุมทั่วไป ไม่น่าเกิน 5 แบรนด์ดัง มองว่าเป็นสินค้าที่ทำได้ยาวนาน เพียงแต่ทำอย่างไรให้ลูกค้ามากินซ้ำ และวัตถุดิบใหม่ๆ ให้เลือกได้ตลอดเวลา เป็นสินค้ามาเร็วไปเร็ว ถือเป็นจุดแข็งของเรา เพราะเราจะมีพัฒนาวัตถุดิบและเมนูใหม่ๆ ตลอด ตอนนี้เราแตกไลน์ใช้วัตถุดิบหลักจากน้ำเต้าหู้ เริ่มราคา 29 บาท สินค้าเพื่อสุขภาพที่ทุกคนนิยมดื่มกันมาตลอด

“เข้าร่วมงานนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และการผ่านคัดเลือกจากกรม ถือเป็นโอกาสที่ดีกับการเปิดตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนครั้งแรก การเลือกมามาเลเซีย เพราะได้ศึกษาตลาดพบว่าวัฒนธรรมการกินใกล้เคียงคนไทย คนจีน-มาเลย์ที่นี่มีจำนวนมาก ช่วง 3 วันมีนักลงทุนและเจ้าของร้านอาหารไทยมาติดต่อจำนวนมาก หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยที่เขาเปิดในอินโดนีเซีย ได้ปิดดีลกันแล้ว ระบบแฟรนไชส์ทำให้เรามีพันธมิตรเหมือนมีครอบครัวเพิ่ม อย่างเรามีเป้าหมายเปิด 400 สาขาในไทยอีก 2 ปี เท่ากับเรามี 400 ครอบครัว และในต่างประเทศน่าจะได้ 3-4 ประเทศในปีหน้า ส่วนตัวยึดหลัก ไม่ได้ทำธุรกิจตามกระแสแต่เป็นการเอากระแสมาใส่ไว้ในการทำสินค้าและการตลาด จึงมั่นใจว่าจะเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน และบรรลุความฝัน ต้องเป็นขนมหวานเย็น ที่หนึ่งในตลาดไทย” อัสสกัลย์กล่าว

ขณะที่ธุรกิจประเภท Non-food “วรงค์ศรี พูตระกูล” หรือ ดร.หญิง ผู้ก่อตั้งสถาบัน Math & Science Talent by Dr.Ying เล่าว่า จุดเริ่มต้นจากประสบในวันเด็ก ที่เหมือนเด็กทั่วไปจะไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ จนเมื่อวันหนึ่งได้เรียนกับครูคณิตศาสตร์คนหนึ่ง มีทักษะการสอนจากเด็กไม่ชอบคณิตศาสตร์จนเป็นเด็กที่หลงรักวิชาคณิตศาสตร์ และกลายเป็นแรงบันดาลใจที่อยากให้เด็กไทยเก่ง สนุก มีความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ ผ่านการสอนผ่าน เกม กิจกรรมร่วม และพัฒนาสื่อการสอนผสมผสานกับหลักสูตรที่สถาบันทำวิจัยและพัฒนาขึ้นให้เหมาะกับเด็กไทย และใช้กับเด็กนานาชาติ

ทำให้ ดร.หญิงปักธงทางเลือก มุ่งการศึกษาไปด้านคณิตศาสตร์ จนครบปริญญา เล่าถึงความฝันและขอทุนคุณพ่อที่มอบบ้านหลังหนึ่งไปกู้เงินจากธนาคาร เพื่อลงทุนเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์ในปี 2565 เพียง 1 ปีกับ 6 เดือน สามารถคืนเงินกู้ 1 ล้านกว่าบาทได้แล้ว จากนั้นก็ขยายสาขา พัฒนาหลักสูตร มีจำนวนผู้ปกครองนำบุตรมาเรียน ติดใจและขอเป็นแฟรนไชส์จำนวนมาก เพียง 12 ปีหลังเปิดสถาบัน ได้มีสาขากว่า 30 แห่ง ทั้งในไทย ลาว และฟิลิปปินส์ มีหลักสูตรรองรับเด็กตั้งแต่อายุ 3 ขวบถึง 15 ปี จำนวนมากนำทักษะการเรียนจากสถาบันไปสู่การศึกษาในวิชาชีพชั้นนำและสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ

“ช่วงโควิดที่ต้องปิดสาขา เหนื่อยยากมาก เราแก้ปัญหาทั้งเปิดสอนผ่านออนไลน์ เพิ่มวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ต้องการไม่น้อยกว่าคณิตศาสตร์ กำลังพัฒนาสินค้าเพื่อการเรียนเองในที่บ้าน และแพคเกจประหยัดสำหรับครอบครัว ลดภาระผู้ปกครองไทยในปัจจุบัน เพิ่มการสอนภาษาไทยซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของนักเรียนไทยและหลายชาติที่ศึกษาในโรงเรียนนานาชาติในไทย ที่พูด อ่าน เขียนภาษาไทยไม่ได้ วันนี้ไม่แค่ขยายตลาดในไทย อีก 3 ปีตั้งเป้ามีแฟรนไชส์ไปทั่วอาเซียน เร็วๆ นี้น่าจะเปิดได้ที่มาเลเซีย ปีหน้า ขยายไปอินโดนีเซีย เวียดนาม ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ รายได้ต่อปีเกือบ 300 ล้านบาท และภายใน 10 ปีจะเป็นสถาบันไปเปิดในยุโรปและอเมริกา”

ดร.หญิงระบุอีกว่า ทุกธุรกิจมีคู่แข่ง แต่จะอยู่รอดได้ ต้องมุ่งการพัฒนาและรู้ว่าจุดที่ลูกค้าขาดคืออะไร อย่างกำลังพัฒนาการสอนภาษาไทยคิดเป็นภาพ เจาะตลาดนักเรียนต่างชาติในไทยและต่างประเทศที่สนใจภาษาท้องถิ่นที่เขาอยู่ นอกจากนี้ยังทำแอพพลิเคชั่น คณิตคิดเป็นภาพ และทำโปรแกรม After School คือเอา Math Talent ไปสอนในโรงเรียนอินเตอร์ด้วย

“พอใจอย่างมากที่หน่วยงานรัฐต้องทำโครงการอย่างต่อเนื่อง อย่างที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการอยู่ ในการสนับสนุนให้เจ้าของธุรกิจได้เตรียมตัว ได้รู้ทั้งกฎหมายในประเทศและระหว่างประเทศ อุปนิสัยและพฤติกรรมของคนในประเทศนั้นๆ รวมถึงแนะถึงปัญหาและปัจจัยต่างๆ ที่จะเป็นอุปสรรคหรือโอกาสการขยายลงทุนในอาเซียน” ดร.หญิงกล่าวทิ้งท้าย

ดังคำว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”