“ประเทศไทย” ก้าวเข้าสู่ทางแยกสำคัญทาง “การเมือง” อีกครั้ง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฯฮุน เซน
ถือว่าไม่ได้เหนือความคาดหมาย จากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การปกครองต่างๆ ซึ่งออกมาสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ “แพทองธาร” จะหลุดจากตำแหน่ง
จากคดีคลิปเสียงพิฆาตนารี ทำให้สปอตไลต์จับจ้องไปยังผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ท่ามกลางสมรภูมิรบการเมืองที่คุกรุ่น ชิงอำนาจจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นำไปสู่ความวิตกกังวลของภาคธุรกิจจะทำให้ประเทศไทยเกิด “สุญญากาศเศรษฐกิจ” เข้าสู่โหมดซบเซาหนักมากยิ่งขึ้น
เพราะช่วงเวลาที่เหลือ 4 เดือนจากนี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของภาคธุรกิจ รวมถึงฤดูการท่องเที่ยว ทั้งไทยเที่ยวไทยและต่างชาติเที่ยวไทย
เมื่อ “เสถียรภาพการเมือง” กลับมาเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอยสะดุดลงอีก อาจได้เห็นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) โตต่ำกว่าคาดการณ์
⦁การเมืองชัด-ประเทศเดินหน้า
หนึ่งในนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเมืองการปกครอง นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า สิ่งที่ต้องการคือการสร้างความชัดเจน ประเทศไทยจะเดินต่อไปด้วยรัฐบาลใด และจะมีชุดนโยบายอะไรที่จะขับเคลื่อนต่อไป เพราะภาคส่วนอื่นๆ ทั้งภาคธุรกิจก็ดี ประชาชนก็ดี ต้องปรับตัวให้อยู่กับความไม่แน่นอนอยู่แล้ว
แต่หากมีความชัดเจนเร็ว ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้รวดเร็ว เพราะก่อนที่จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผลกระทบของภาษีสหรัฐ ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนผลอย่างเต็มที่ด้วยซ้ำ เพราะครึ่งปีแรกการส่งออกยังดูดี มีการสั่งซื้อสินค้าไปเพื่อตุนไว้ก่อนในช่วงที่ยังไม่มีการเก็บภาษีเกิดขึ้น ทำให้ตัวเลขครึ่งปีแรกดูดีเกินจริง แต่ปลายปีนี้บรรยากาศจะแย่ลงกว่าเดิม เพราะส่วนที่ต้องสั่งซื้อเพื่อส่งออก ได้ถูกส่งออกไปก่อนในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว
“เมื่อส่งออกมีแนวโน้มไม่สู้ดีนัก อาจทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ลงไปอีก อาจโตต่ำกว่าที่หลายสำนักมอง โดยทีดีอาร์ไอประเมินว่าคงโตไม่ต่ำกว่า 1.5%”
ตอนนี้การบริหารงานของธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงหรือรอการตัดสินใจว่า โอกาสในทางธุรกิจจะมาจากตรงไหนทิศทางเศรษฐกิจจะไปทางไหน แปลว่าต้องรักษาสภาพคล่องหรือเงินสด เพื่อหมุนเวียนธุรกิจก่อน ในส่วนของภาคธุรกิจแนะนำว่า ต้องปรับตัวและเดินหน้าสร้างรายได้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจส่งออกที่เผชิญปัญหาภาษีสหรัฐเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ส่วนธุรกิจที่พึ่งพานโยบายภาครัฐก็เช่นเดียวกัน เพราะมีความเสี่ยงทั้งการเบิกจ่ายต่างๆ ที่อาจสะดุดลง ทั้งเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐที่ไม่แน่นอนว่า ภาพระยะยาวจะเป็นอย่างไร ต้องมีการวางแผนทางด้านการเงินเช่นเดียวกันกับประชาชนที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย เกาะงานไว้ให้ดี เพราะเราเห็นสัญญาณการเลิกจ้าง หรือปลดพนักงานในบางภาคส่วนแล้ว เริ่มมีความกังวลใจมากขึ้นถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ ขณะที่ทิศทางในอนาคตยังไม่ชัดเจนอาจนำไปสู่การลดลงของการทำงานที่เป็นงานระดับกลางถึงบนได้
⦁สารพันปัญหาซ้ำเติม ศก.อ่อนแอ
ทั้งนี้ ความกังวลของการเมืองที่ไม่ชัดเจนตอนนี้ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจมากที่สุด ด้วยความเปราะบางจากภาษีสหรัฐที่ส่งผลกระทบทั้งโลกรวมถึงไทยด้วย ทำให้การค้าขายส่งออกระหว่างประเทศซึมตัวลง แม้ไทยได้ดีลที่ 19% ยังถือว่าสูงอยู่ดี เทียบจากเดิมที่แทบไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเลย
ขณะเดียวกันปัญหาภายในประเทศเอง เริ่มเห็นภาพชัดมากขึ้นไม่ว่าเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่สูง ปัญหาหนี้เสียที่ยังคงค้าง และธุรกิจเอสเอ็มอีต่างๆ ที่เข้าไม่ถึงสภาพคล่อง เพราะสถาบันการเงินยังไม่ยอมปล่อยสินเชื่อออกมา ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ต้องการภาครัฐเข้ามาแก้ไข กำหนดทิศทางเพื่อสร้างความหวังว่า ในอนาคตเศรษฐกิจจะไปต่อได้อย่างไร
ในช่วงไตรมาส 4 ของทุกปี ถือเป็นโค้งสุดท้ายในการใช้จ่าย เพื่อดันเศรษฐกิจขึ้นแล้ว แต่ตอนนี้เรามีปัญหาทั้งภาษีสหรัฐ เหตุปะทะชายแดนไทยและกัมพูชา เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ทำให้การใช้จ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวอาจชะลอตัวลง เพราะหากมองเรื่องของภาคท่องเที่ยว ประเด็นสำคัญมีตั้งแต่การท่องเที่ยวภายในประเทศ และการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ซึ่งปัญหาของการท่องเที่ยวไทยเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนมีเรื่องปะทะกัมพูชาแล้ว เป็นเรื่องของความปลอดภัย การเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงการสื่อสารที่ล่าช้าของรัฐบาลด้วย ทำให้ตอนนี้ที่ไม่มีรัฐบาลเต็มอำนาจ ปัญหาก็จะยังไม่ถูกแก้ไขต่อไป ส่งผลต่อบรรยากาศและความรู้สึกอยากเดินทางแน่นอน
⦁ลุ้น 2 เดือนมีรัฐบาลใหม่
ขณะที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ตอนนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทย กลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายของรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีการคาดว่าจะโตเพียง 1% อาจโตต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ โดยคาดหวังว่าการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1-2 เดือนควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมตัวลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทุกอย่างซึมลงจากการที่นายกฯถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวในประเทศที่คาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เกิดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสุดท้ายของปี 2568 ที่ปกติมักเป็นช่วงฤดูการท่องเที่ยว แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางลดน้อยลง ส่วนตลาดต่างประเทศนโยบายการกระตุ้นตลาด หรือการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวที่ต้องใช้งบประมาณ อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกในเมืองรอง หรือโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มคงต้องหยุดชะงัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ผลกระทบจึงมีในส่วนของการตัดสินใจลงทุนจากเอกชนแน่นอน เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาก่อน
“ทั้งการค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศทางการเมือง ที่ต้องรอรัฐบาลเต็มอำนาจใหม่อีกครั้ง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัวลง ทั้งไทยเที่ยวไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ และตลาดต่างชาติที่ชะลอตัวอยู่แล้ว จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก โดยช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นไฮซีซั่น สิ่งที่ทำไปแล้ว การกระตุ้นท่องเที่ยวต่างๆ ยังสามารถไปได้ แต่อาจไม่ได้ดีเท่าที่คาดไว้ เพราะหากมีรัฐบาลที่ทำหน้าที่ได้ตามปกติ จะสามารถออกมาตรการเติมส่วนที่ขาดไปได้ จากการพิจารณาทั้งปี 2568 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าจะต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำสุดแล้ว” อดิษฐ์กล่าว
⦁‘ท่องเที่ยว’ ทรุดยาวถึงปลายปี
สอดคล้องกับธุรกิจโรงแรมที่รายได้เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้หากมีผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว คนชะลอการเดินทาง จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้
โดย เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ระบุว่า เดิมก่อนหน้านี้ประเมินว่า ช่วงไฮซีซั่นนี้ น่าจะดูดีได้มากกว่าช่วงที่ผ่านมา เพราะประเมินจากเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา การท่องเที่ยวถือว่าโตต่ำกว่าที่คาดไว้แบบทุกเดือน เนื่องจากเปิดเดือนมกราคม 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยได้ดีมากในทุกตลาด
แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นักแสดงจีน ซิงซิง ถูกลักพาตัวหายไปบริเวณชายแดนไทย ทั้งที่ถูกหลอกเข้ามาทำงาน ไม่ได้มาท่องเที่ยวแต่ภาพที่ออกมา ถูกสื่อสารว่าประเทศไทยไม่ปลอดภัย บวกกับการตอบโต้ข่าวเชิงลบของเราทำได้ไม่ดีมากนัก ถัดจากนั้นมาเจอแผ่นดินไหว จนอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มอีก ยิ่งฉุดการท่องเที่ยวซึมลงลึกมากกว่าเดิม ทำให้จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ยต่อเดือนที่ต่ำกว่าปี 2567 ตอนนี้ภาคเอกชนหวังว่า จำนวนจะไม่น้อยกว่าปีก่อนหน้าก็เพียงพอแล้ว
“สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการตอนนี้คือความชัดเจน และแผนในการเดินหน้าเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดเข้ามาก็ตามแต่ โดยมาตรการที่ควรมีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม หากต้องการความรวดเร็ว มาตรการแบบอัดฉีดเม็ดเงินเดิมๆ ก็ยังใช้ได้ โดยเฉพาะคนละครึ่ง ที่เห็นแล้วว่า สามารถสนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชนได้มากขึ้น และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนด้วย” เทียนประสิทธิ์กล่าว
นายกสมาคมโรงแรมไทยยังย้ำด้วยว่า อยากให้รัฐบาลพิจารณาใช้แพลตฟอร์มและรูปแบบเดิมที่เคยได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมสมัยรัฐบาลก่อนหน้า เนื่องจากการทำระบบใหม่ก็มีบทเรียนของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งแล้ว จึงอยากให้รัฐบาลใช้แพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะไม่ยอมใช้สิ่งที่มีอยู่เดิม ทั้งที่เป็นของดี เพราะกังวลว่าจะเป็นการเพิ่มแต้มต่อให้กับผู้ทำโครงการในตอนแรก ซึ่งตอนนี้เราต้องก้าวผ่านความคิดแบบนั้นได้แล้ว และหากมีรัฐบาลใหม่ ในส่วนของรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากต้องเปลี่ยนอีก อยากได้คนที่มีประสบการณ์ทางด้านท่องเที่ยวเข้ามา ไม่ต้องศึกษาหรือเรียนรู้งาน เพราะเราเริ่มใหม่กันมา 3 ครั้งแล้ว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ความสั่นคลอนจากคลื่นลมการเมือง ได้แต่หวังว่า “ประเทศไทย” จะเดินหน้าก้าวพ้นสุญญากาศระลอกใหม่นี้ได้อย่างรวดเร็ว

