หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชนวอนตั้งร...

เอกชนวอนตั้งรัฐบาลใหม่ให้เร็ว ลดแรงกดดันเศรษฐกิจไทย กังวลสหรัฐปรับภาษีอีก ช่วงการเมืองยังไม่นิ่ง

1.09.25 | 12:49 น.

เอกชน ห่วงการเมืองยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย แนะต้องเลือกนายกฯ-ตั้งรัฐบาลใหม่ให้เร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 31 ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯฮุน เซน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงทั้งคณะนั้น ถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวอยู่แล้วให้อยู่ในภาวะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ตนเห็นว่าหากการเมืองยังยืดเยื้อโดยไม่เร่งรัดในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เร็วจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนและเพิ่มความเสี่ยงต่อการล้มของธุรกิจจำนวนมาก

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่ชะลอตามภาวะโลก แต่เปราะบางกว่าเดิมเพราะการเมืองไม่มีความแน่นอน รัฐสภาควรกำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อไร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศมีปลายทาง ทั้งนี้ ในฐานะที่อยู่ในภาคเอกชน ยังคงเห็นว่าประเทศมีทางออกหลายแนวทาง แต่จำเป็นต้องมีรัฐบาลที่ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและรับมือกับแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างทันท่วงที เพราะถ้ายิ่งปล่อยให้สุญญากาศการเมืองยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งถดถอยมากขึ้น

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่จะฝากให้กับรัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาเร่งดำเนินการต่อคือการออกมาตรการประคับประคองเศรษฐกิจเพื่อพยุงผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งการเร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา แม้มูลค่าการค้าระหว่างกันมีไม่ค่อยเยอะมากนัก แต่ปัญหาการปิดด่านและการขนส่งที่ติดขัด ก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนในละแวกนั้นและผู้ค้าชายแดนอย่างมากพอสมควร

นายวิศิษฐ์กล่าวด้วยว่า นอกจากปัญหาเรื่องความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องแก้แล้วนั้น สถานการณ์โดยรวมของโลก รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่จะต้องให้ความสำคัญต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้า (Tariff) หรือภาษีทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา แม้จะมีการประกาศอัตราภาษีทางการแล้ว และชัดเจนว่าไทยได้ 19% แต่ขั้นตอนการเจรจารายละเอียดเชิงลึกยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งต้องระวังว่าหากการเมืองไทยยังไม่แน่นอน ฝั่งสหรัฐก็สามารถมีความคิดที่จะมีการปรับตัวเลขภาษีได้ตลอด ตามที่มีข่าวนำเสนอมาตลอดว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มักจะมีการเปลี่ยนใจเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดและคาดเดายาก

Advertisement

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ในส่วนการเจรจาเชิงเทคนิค สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือเงื่อนไขการสวมสิทธิ (Transshipment) ที่ต้องลุ้นกันต่อว่าไทยจะเจอเท่าไร ดังนั้น ภารกิจต่อไปของรัฐบาลคือการพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าส่งออกที่ส่งออกของไทยไปสหรัฐว่าผลิตจากไทยได้อย่างชัดเจน และต้องเร่งสร้างระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะถ้าหากตรงนี้ไทยไม่สามารถพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้าได้อย่างชัดเจน ไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตีความว่าส่งออกสินค้าสวมสิทธิ์ และอาจส่งผลให้มีความเสี่ยงที่สินค้าจำนวนมากอาจถูกเก็บอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 40% ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นและกระทบต่อการส่งออก